กรุงเทพมหานครเตรียมเริ่มปฏิบัติการ “สารวัตรสิ่งแวดล้อม” เต็มรูปแบบทั่ว 50 เขตตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 โดยรวมเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายให้ลงตรวจแหล่งกำเนิดมลพิษพร้อมกัน ใช้คู่มือและแบบตรวจชุดเดียวกัน และบันทึกผลเข้าสู่ระบบดิจิทัล เป้าหมายคือแก้ปัญหาการตรวจซ้ำซ้อนและติดตามการแก้ไขได้ต่อเนื่องมากขึ้น

นโยบายนี้เกิดจากข้อจำกัดเดิมที่ฝ่ายโยธา ฝ่ายสิ่งแวดล้อม ฝ่ายเทศกิจ และฝ่ายรักษาความสะอาดอาจแยกกันเข้าตรวจสถานที่เดียวกันตามกฎหมายคนละฉบับ ทำให้ผู้ประกอบการต้องรับการตรวจหลายรอบ ขณะที่ข้อมูลและข้อบกพร่องบางด้านอาจไม่เชื่อมถึงกัน รูปแบบใหม่จึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนและลงพื้นที่ร่วมกัน ภายใต้มาตรฐานการปฏิบัติงาน หรือ SOP เดียวกัน

ภารกิจถูกแบ่งเป็น 5 กลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือสถานประกอบการอาหาร ตั้งแต่ร้านอาหาร ตลาด ซูเปอร์มาร์เก็ต มินิมาร์ท แผงลอย และศูนย์อาหาร เน้นการคัดแยกขยะ เศษอาหาร บ่อดักไขมัน ควัน กลิ่น และน้ำทิ้ง กลุ่มที่สองคือสถานที่ก่อสร้าง ทั้งโครงการที่ต้องทำรายงาน EIA และโครงการทั่วไป โดยดูมาตรการป้องกันฝุ่น การจัดการเศษวัสดุ และผลกระทบต่อพื้นที่รอบข้าง

กลุ่มที่สามคือกิจการที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น แพลนท์ปูน หม้อไอน้ำ โรงหลอม อู่พ่นสี อู่ซ่อมรถ ร้านของเก่า และฌาปนสถาน เจ้าหน้าที่จะตรวจฝุ่น ควัน กลิ่น และมลพิษจากกระบวนการทำงาน กลุ่มที่สี่คือพื้นที่เสี่ยงและการเผาในที่โล่ง โดยเฉพาะพื้นที่ชานเมือง พื้นที่เกษตร พื้นที่รกร้าง การเผาหญ้า เผาขยะ เผาเศษวัสดุการเกษตร และการลักลอบทิ้งขยะ

กลุ่มสุดท้ายคือยานพาหนะ ครอบคลุมการตรวจควันดำจากรถดีเซล รถส่วนบุคคล รถก่อสร้าง รถโดยสาร รถบรรทุก และเรือโดยสาร โดยประสานหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย ภาพรวมจึงไม่ได้จำกัดเฉพาะ PM2.5 แต่รวมถึงขยะ น้ำเสีย เสียง กลิ่น เหตุรำคาญ และมลพิษทางอากาศหลายประเภท

กทม. ยังจัดทำ “ผังเมืองฝุ่น” แบ่งพื้นที่ปฏิบัติการเป็น 4 โซนตามความเสี่ยง ได้แก่ โซนเผาและพื้นที่รกร้าง 11 เขต โซนจราจรและก่อสร้าง 16 เขต โซนโรงงานและคลังสินค้า 10 เขต และโซนที่ต้องเฝ้าระวังหลายแหล่งกำเนิด 13 เขต ทุกสำนักงานเขตต้องจัดทำแผนตรวจรายเดือน ระบุพื้นที่และจำนวนสถานประกอบการเป้าหมาย เพื่อให้ติดตามผลงานเป็นรูปธรรม

ระบบตรวจสอบอีกชั้นคือทีมส่วนกลาง หรือ Strike Team จากสำนักสิ่งแวดล้อม สำนักอนามัย สำนักเทศกิจ และสำนักการโยธา ซึ่งเริ่มทำงานตั้งแต่ 17 ตุลาคม และจะสุ่มกลับไปตรวจพื้นที่ที่สำนักงานเขตรายงานผลแล้ว กลไกนี้มีไว้ตรวจความถูกต้องและทำให้มาตรฐานของแต่ละเขตใกล้เคียงกัน

เหตุที่เรื่องนี้กำลังได้รับความสนใจคือช่วงปลายปีถึงต้นปีเป็นฤดูเสี่ยงฝุ่น PM2.5 ของกรุงเทพฯ การเริ่มระบบใหม่ในวันที่ 1 พฤศจิกายนจึงตรงกับช่วงที่ต้องเพิ่มน้ำหนักการตรวจสถานที่ก่อสร้าง หม้อไอน้ำ การเผากลางแจ้ง และกิจกรรมกลางคืน ขณะเดียวกัน กทม. ระบุว่าจะเผยแพร่เช็กลิสต์ล่วงหน้า เพื่อให้ผู้ประกอบการแก้ไขจุดพื้นฐานก่อนถูกตรวจจริง ไม่ใช่รอให้พบความผิดแล้วจึงเริ่มแก้

สิ่งที่ประชาชนควรจับตาคือ เช็กลิสต์จะเผยแพร่เมื่อใด ข้อมูลผลตรวจจะเปิดเผยในระดับใด การตรวจซ้ำของ Strike Team พบความคลาดเคลื่อนมากน้อยเพียงใด และจำนวนแหล่งกำเนิดมลพิษที่แก้ไขได้จริงหลังเริ่มงานเต็มรูปแบบ เพราะความสำเร็จของนโยบายจะไม่ได้วัดจากจำนวนครั้งที่ลงตรวจเท่านั้น แต่ต้องเห็นการลดฝุ่น ควัน น้ำเสีย กลิ่น และข้อร้องเรียนในพื้นที่ด้วย

แหล่งข้อมูล: [สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม](https://www.onep.go.th/23-%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1-2569-%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%A1-%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99/), [ระบบติดตามนโยบายกรุงเทพมหานคร](https://policy.bangkok.go.th/tracking2/frontend/web/pub-key-result/view?id=7742) และ [มติชน](https://www.matichon.co.th/local/news_5940963)