ผลกระทบจากน้ำท่วมต่อภาคธุรกิจไทยขยายวงกว้างกว่าตัวเลขประเมินช่วงต้นเดือนอย่างชัดเจน กระทรวงอุตสาหกรรมเปิดเผยข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 ว่า มีผู้ประกอบการได้รับผลกระทบ 4,829 รายใน 63 จังหวัด คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวม 18,276.08 ล้านบาท ในจำนวนนี้ 4,022 รายแจ้งว่าประสบปัญหาทางการเงิน หลังน้ำลดในหลายพื้นที่ ภารกิจจึงเปลี่ยนจากการรับมือฉุกเฉินไปสู่การทำให้โรงงานและเอสเอ็มอีกลับมาผลิต มีรายได้ และรักษาการจ้างงาน

ตัวเลขดังกล่าวมาจากศูนย์บริหารสถานการณ์วิกฤตของกระทรวงอุตสาหกรรม หรือ CMC และเป็นการประเมินความเสียหายที่ผู้ประกอบการรายงาน ไม่ได้หมายความว่ารัฐได้จ่ายเงินชดเชยครบ 18,276 ล้านบาทแล้ว สิ่งที่เริ่มดำเนินการจริงในขณะนี้ประกอบด้วยการพักชำระหนี้ เติมสภาพคล่อง ซ่อมเครื่องจักร วินิจฉัยความเสียหาย และจัดทำแผนฟื้นฟูให้เหมาะกับแต่ละกิจการ

SME D Bank พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการ 744 ราย และอนุมัติทุนฉุกเฉินเพื่อซ่อมแซมกับฟื้นกิจการอีก 8 ราย โดยวงเงินของผู้เข้าร่วมมาตรการสองส่วนรวมกันอยู่ที่ 2,445 ล้านบาท นอกจากนี้ มีการพักหนี้ลูกค้า DIPROM Pay 6 ราย รวม 1 ล้านบาท และเพิ่มวงเงินกู้หรือรีไฟแนนซ์ให้ 23 ราย รวม 2.3 ล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้เป็นวงเงินที่เกี่ยวข้องกับมาตรการ ไม่ควรอ่านว่าเป็นเงินให้เปล่าทั้งหมด เพราะส่วนหนึ่งเป็นการพักหนี้และสินเชื่อ

ช่องว่างที่ต้องจับตาคือความเร็วของการฟื้นกิจการ กระทรวงระบุว่าโครงการ Rebuild SMEs และกิจกรรม Recover ดำเนินการส่งเสริมฟื้นฟูแล้ว 48 ราย จากผู้ประกอบการ 264 รายที่รอรับความช่วยเหลือ โครงการจะส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าไปตรวจโรงงาน เครื่องจักร และกระบวนการผลิต รวมถึงประเมินผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อจัดลำดับว่ากิจการใดต้องซ่อมส่วนไหนก่อนจึงจะกลับมาเดินสายการผลิตได้

เหตุที่ข่าวนี้มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจมากกว่าตัวเลขความเสียหายหน้าโรงงาน เพราะกิจการหนึ่งแห่งเชื่อมโยงกับลูกจ้าง ซัพพลายเออร์ การขนส่ง และลูกค้าปลายทาง หากเครื่องจักรเสียหรือวัตถุดิบขาด แม้น้ำจะลดแล้วก็อาจยังเปิดผลิตไม่ได้ ก่อนหน้านี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยประเมินเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมว่า ความเสียหายภาคอุตสาหกรรมอยู่ราว 6,000 ล้านบาท ตัวเลขล่าสุดจาก CMC ที่สูงกว่า 18,000 ล้านบาทสะท้อนว่าการสำรวจครอบคลุมมากขึ้นและผลกระทบสะสมยังเพิ่มขึ้นตามข้อมูลที่ทยอยเข้าระบบ ทั้งสองตัวเลขมาจากคนละหน่วยงานและช่วงเวลา จึงไม่ควรนำมาเปรียบเทียบเสมือนใช้วิธีประเมินเดียวกัน

รัฐบาลยังมีกรอบช่วยเหลือน้ำท่วมระดับประเทศ คณะรัฐมนตรีอนุมัติวงเงิน 10,500 ล้านบาทเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พร้อมมาตรการพักชำระหนี้และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ แต่ผู้ประกอบการต้องตรวจสอบว่าเข้าหลักเกณฑ์ของโครงการใด เพราะเงินเยียวยาครัวเรือน มาตรการสินเชื่อ และการฟื้นฟูโรงงานเป็นคนละส่วนกัน การมีชื่ออยู่ในฐานข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบไม่ได้แปลว่าจะได้รับทุกมาตรการโดยอัตโนมัติ

อีกพื้นที่ที่ถูกจับตาคือนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ซึ่งมีสถานประกอบการ 862 ราย จ้างงานมากกว่า 200,000 คน และมีมูลค่าลงทุนรวมราว 260,000 ล้านบาท กระทรวงมอบหมายให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยรวบรวมข้อเสนอเพื่อเสนอ ครม. ทั้งเรื่องสิทธิประโยชน์การลงทุนและภาษี ประกันภัย และโครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำท่วม ส่วนมาตรการที่ประกาศว่าสามารถทำได้ทันที ได้แก่ การเตรียมกระสอบทราย แผ่นกั้นน้ำ ระบบสูบน้ำ และลดค่าบำรุงรักษากับบริการสาธารณูปโภคบางรายการของอมตะร้อยละ 50 เป็นเวลา 2 ปี สำหรับผู้ประกอบการที่กระบวนการผลิตได้รับผลกระทบ

สิ่งที่ต้องติดตามต่อมีสามข้อ หนึ่ง จำนวน 264 รายที่รอความช่วยเหลือจะได้รับการฟื้นฟูครบเมื่อใด สอง ผู้ประกอบการ 4,022 รายที่มีปัญหาการเงินจะเข้าถึงพักหนี้หรือทุนฉุกเฉินได้มากน้อยเพียงใด และสาม แผนระยะยาวที่จะเสนอ ครม. จะมีงบและกรอบเวลาดำเนินการชัดเจนหรือไม่ โดยเฉพาะระบบระบายน้ำ แนวกั้นน้ำ การแจ้งเตือน และหลักประกันความเสี่ยง

สำหรับเจ้าของกิจการที่ได้รับผลกระทบ ควรเก็บภาพความเสียหาย รายการทรัพย์สิน ใบซ่อมเครื่องจักร หลักฐานหยุดผลิต และเอกสารสินเชื่อไว้ครบ พร้อมติดต่อสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดหรือศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคโดยตรง การฟื้นตัวรอบนี้จะวัดไม่ได้เพียงจากยอดวงเงินที่ประกาศ แต่ต้องดูว่ากี่กิจการกลับมาเปิดสายการผลิตได้จริง และกี่ตำแหน่งงานได้รับการรักษาไว้