เวียดนามมีมรดกเอกสารได้รับการขึ้นทะเบียนระดับเอเชีย–แปซิฟิกเพิ่มอีก 2 ชุด ได้แก่ จารึกบนหน้าผาเขานอนเนื้อกในจังหวัดนิญบิ่ญ และศิลาจารึกโฝเฮี้ยนในจังหวัดฮึงเอียน หลังที่ประชุมคณะกรรมการโครงการความทรงจำแห่งโลกประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก หรือ MOWCAP มีมติรับรองเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย
การรับรองนี้อยู่ในทะเบียน Memory of the World ระดับภูมิภาค ไม่ใช่การขึ้นทะเบียน “แหล่งมรดกโลก” ประเภทสถานที่ จึงควรแยกจาก World Heritage List ที่คนทั่วไปคุ้นเคย จุดเน้นของโครงการนี้คือคุณค่าของเอกสารต้นฉบับ ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ และการเข้าถึงองค์ความรู้ ส่วนสถานที่และภูมิทัศน์เป็นบริบทที่ช่วยให้เข้าใจว่าจารึกเหล่านั้นเกิดขึ้นและถูกเก็บรักษาอย่างไร
## จารึกหน้าผาเขานอนเนื้อก: ประวัติศาสตร์ที่เขียนลงบนภูเขา
ข้อมูลจาก[รัฐบาลเวียดนาม](https://en.baochinhphu.vn/unesco-inscribes-two-more-vietnamese-documentary-heritages-111261106104305276.htm) ระบุว่า เขานอนเนื้อกในนิญบิ่ญมีจารึกบนหน้าผา 43 แห่ง มีอายุตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14 ถึงศตวรรษที่ 20 ตัวอักษรที่พบครอบคลุมอักษรจีนคลาสสิก อักษรโนมของเวียดนาม และอักษรเวียดนามแบบโรมัน เนื้อหามีทั้งพระราชนิพนธ์ บันทึกศิลาจารึก บทกวี วรรณกรรม และข้อความอุทิศ
จารึกสำคัญชิ้นหนึ่งคือบันทึกเกี่ยวกับเจดีย์ลินห์เต๋บนภูเขาดึ๊กถุ่ย ประพันธ์โดยเจืองฮ้านเซียวและสลักเมื่อปี 1343 ทำให้ชุดจารึกนี้เป็นหลักฐานที่เชื่อมภาษา วรรณกรรม ศาสนา การเมือง และความคิดของผู้คนหลายยุคเข้าด้วยกัน จารึกไม่ได้ถูกย้ายมาเรียงในพิพิธภัณฑ์ แต่ยังอยู่บนผิวหินธรรมชาติ จึงมีทั้งคุณค่าด้านความเป็นต้นฉบับและโจทย์การอนุรักษ์ที่ซับซ้อน
[สื่อทางการจังหวัดนิญบิ่ญ](https://en.baoninhbinh.org.vn/cliff-based-inscriptions-on-non-nuoc-mountain-in-ninh-binh-inscribed-on-unescos-261106105003574.html) รายงานว่า จารึกที่เก่าแก่ที่สุดสองชิ้นสร้างในปี 1343 ส่วนชิ้นล่าสุดที่ระบุปีสร้างได้อยู่ในปี 1934 และมีอีกสามชิ้นที่ไม่ปรากฏศักราช การรับรองครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มรดกเอกสารจากนิญบิ่ญเข้าสู่ทะเบียน Memory of the World ระดับภูมิภาค
## ศิลาจารึกโฝเฮี้ยน: หลักฐานเมืองท่านานาชาติ
อีกชุดหนึ่งคือศิลาจารึกโฝเฮี้ยน 41 หลัก เขียนด้วยอักษรจีนและอักษรโนม มีอายุตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 และเก็บรักษาอยู่ตามโบราณสถานในเขตมรดกแห่งชาติโฝเฮี้ยน เมืองนี้เคยเป็นศูนย์กลางการค้าและวัฒนธรรมสำคัญของเวียดนาม รวมถึงเครือข่ายการค้าของเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เอกสารเสนอชื่อของ[MOWCAP](https://www.mowcapunesco.org/announcement-of-2026-mowcap-regional-register-nominations/) อธิบายว่า จารึกบันทึกทั้งกิจกรรมของสมาคมพ่อค้า การพัฒนาเมือง การมีส่วนร่วมของผู้หญิง และการแลกเปลี่ยนทางศาสนาและวัฒนธรรม โฝเฮี้ยนเคยต้อนรับพ่อค้าจีน ญี่ปุ่น ดัตช์ โปรตุเกส และอังกฤษ จึงเป็นหลักฐานว่าการค้าในภูมิภาคไม่ได้เคลื่อนเพียงสินค้า แต่ยังพาคน ภาษา ความเชื่อ และสถาบันทางสังคมมาพบกัน
## ทำไมเรื่องนี้กำลังเป็นกระแส
การรับรองสองชุดพร้อมกันทำให้เวียดนามมีมรดกเอกสารที่ได้รับการยอมรับภายใต้โครงการ Memory of the World รวม 13 รายการ แบ่งเป็นระดับโลก 4 รายการและระดับภูมิภาค 9 รายการ ตามรายงานของ[VietnamPlus](https://en.vietnamplus.vn/two-new-unesco-heritage-listings-bring-preservation-challenges-to-vietnam-post354949.vnp) นอกจากเป็นความภาคภูมิใจทางวัฒนธรรมแล้ว เรื่องนี้ยังเปิดมุมใหม่ต่อประวัติศาสตร์เวียดนาม เพราะหลักฐานไม่ได้อยู่เฉพาะในราชสำนักหรือหอจดหมายเหตุ แต่ปรากฏบนหน้าผาและศิลาหลายแห่งที่ชุมชนดูแลมานาน
กระแสความสนใจยังมาจากลักษณะที่แตกต่างกันของสองชุด จารึกเขานอนเนื้อกเล่าเรื่องความคิดและวรรณกรรมต่อเนื่องหลายราชวงศ์ ส่วนศิลาจารึกโฝเฮี้ยนช่วยประกอบภาพเมืองท่านานาชาติและความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนหลากเชื้อชาติ เมื่ออ่านร่วมกัน ทั้งสองชุดทำให้ประวัติศาสตร์เวียดนามเชื่อมโยงกับภาพใหญ่ของเอเชีย–แปซิฟิกได้ชัดขึ้น
## สิ่งที่ต้องจับตาต่อ
การขึ้นทะเบียนไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นภาระผูกพันด้านการอนุรักษ์ หน่วยงานท้องถิ่นต้องจัดทำแผนศึกษาสภาพจารึก ป้องกันการผุกร่อน จัดการน้ำและความชื้น ควบคุมกิจกรรมที่อาจสัมผัสผิวหิน และบันทึกภาพดิจิทัลความละเอียดสูงเพื่อรักษาข้อมูล หากตัวอักษรบางส่วนเลือนหาย ภาพถ่ายและสำเนาดิจิทัลที่มีมาตรฐานจะช่วยให้นักวิจัยตรวจสอบย้อนหลังได้
อีกโจทย์คือการเปิดให้ประชาชนเข้าถึงโดยไม่ทำให้ของจริงเสียหาย การจัดป้ายอธิบาย เส้นทางชมที่เว้นระยะเหมาะสม แบบจำลองสามมิติ และฐานข้อมูลแปลหลายภาษา จะช่วยให้ผู้มาเยือนเข้าใจคุณค่าโดยไม่ต้องแตะจารึกโดยตรง ขณะเดียวกัน ต้องระวังไม่ให้การท่องเที่ยวหลังได้รับการรับรองเพิ่มแรงกดดันต่อโบราณสถาน
สิ่งที่ควรติดตามในปีถัดไปคือแผนอนุรักษ์ของนิญบิ่ญและฮึงเอียน งบประมาณสำหรับการทำดิจิทัล การเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณะ รวมถึงรายงานสภาพจารึกที่เปรียบเทียบได้ทุกปี เพราะความสำเร็จของทะเบียน Memory of the World ไม่ได้วัดจากป้ายรับรองเพียงอย่างเดียว แต่จากการที่เอกสารต้นฉบับยังคงอยู่ อ่านได้ ศึกษาได้ และส่งต่อความทรงจำให้คนรุ่นต่อไป



