ภาคใต้เข้าสู่ช่วงเฝ้าระวังฝนหนักระลอกใหม่ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2569 โดยแผนที่คาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า นครศรีธรรมราชและสงขลามีโอกาสเกิดฝนตกหนักมาก ขณะที่หลายจังหวัดทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามันมีโอกาสเกิดฝนหนัก พร้อมเตือนว่าช่วงวันที่ 8–13 พฤศจิกายน ภาคใต้จะมีฝนเพิ่มขึ้นหลายพื้นที่ และบางแห่งอาจเกิดฝนหนักมากจากลมฝ่ายตะวันออกที่มีกำลังแรงขึ้น

[ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยาฉบับที่ 13](https://tmd.go.th/warning-and-events/warning-storm/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%93%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%99-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%9D%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%96%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%93%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B9%83%E0%B8%95-%E0%B8%A1%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%9A%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%97-7-9-%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%A8%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99-2569-%E0%B8%89%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%97-13-296-2569) ออกเวลา 17.00 น. วันที่ 7 พฤศจิกายน ระบุว่าประเทศไทยตอนบนยังมีอากาศแปรปรวน โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคกลาง ส่วนคลื่นในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองทั้งอ่าวไทยและทะเลอันดามันอาจสูงมากกว่า 2 เมตร ชาวเรือควรตรวจสอบเส้นทางและหลีกเลี่ยงบริเวณพายุฝนฟ้าคะนอง

สำหรับวันที่ 8 พฤศจิกายน [แผนที่พื้นที่เสี่ยงฝนของกรมอุตุนิยมวิทยา](https://tmd.go.th/media/forecast/daily-forecast/2026-11_02_17_warning_th.pdf) ระบุพื้นที่เสี่ยงฝนหนักมากในนครศรีธรรมราชและสงขลา ส่วนพื้นที่เสี่ยงฝนหนัก ได้แก่ เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี พัทลุง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ตรัง และสตูล รวมถึงชลบุรีและระยองในภาคตะวันออก การระบุจังหวัดหมายถึงมีบางพื้นที่ในจังหวัดอยู่ในแนวเสี่ยง ไม่ได้แปลว่าจะมีฝนระดับเดียวกันทุกอำเภอหรือทุกชั่วโมง

เหตุที่ข่าวนี้สำคัญในช่วงเช้าวันที่ 8 พฤศจิกายน คือการพยากรณ์เปลี่ยนจากคำเตือนระยะกว้างมาเป็นรายจังหวัดและมีช่วงเวลาใกล้เกิดผลกระทบมากขึ้น ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน พื้นที่ลุ่ม และชุมชนที่ระบายน้ำช้าจึงมีเวลาตรวจความพร้อมไม่มาก โดยเฉพาะหากฝนตกซ้ำพื้นที่เดิมหลายระลอก แม้ฝนในแต่ละช่วงจะไม่รุนแรงที่สุด แต่ฝนสะสมอาจทำให้ดินอุ้มน้ำเต็มและระดับคลองเพิ่มเร็ว

[พยากรณ์อากาศ 7 วัน](https://www5.tmd.go.th/forecast/sevenday) ระบุว่า ภาคใต้ฝั่งตะวันออกและตะวันตกมีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60–70 ของพื้นที่ตลอดช่วง ฝั่งตะวันออกอาจมีฝนหนักบางแห่งตลอดช่วงและฝนหนักมากบางพื้นที่ ขณะที่ตั้งแต่วันที่ 9–13 พฤศจิกายน ลมตะวันออกจะมีกำลัง 15–35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทะเลมีคลื่นประมาณ 1–2 เมตร และบริเวณฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 2 เมตร

สงขลาเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เตรียมรับมือมาก่อนหน้านี้ โดย [รายงานของสำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์](https://thainews.prd.go.th/regionnews/news/view/2461099/?bid=1) ระบุว่า จังหวัดประชุมคณะทำงานวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ พร้อมขอข้อมูลพยากรณ์ระยะสั้นระดับพื้นที่เพื่อให้แจ้งเตือนได้แม่นยำขึ้น ณ วันที่ 3 พฤศจิกายน ระดับน้ำในลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภายังต่ำกว่าตลิ่งทุกจุด และอ่างเก็บน้ำขนาดกลางสามแห่งยังรับน้ำได้อีก แต่ข้อมูลดังกล่าวเป็นภาพก่อนเข้าสู่ช่วงฝนหนัก จึงต้องติดตามค่าล่าสุด ไม่ควรใช้เป็นเหตุให้ประมาท

ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรเปิดทางระบายน้ำรอบบ้าน ยกของและอุปกรณ์ไฟฟ้าจากพื้น เก็บเอกสารสำคัญและยาประจำตัวไว้ในถุงกันน้ำ ตรวจรถและเส้นทางสำรอง รวมทั้งเตรียมไฟฉาย แบตเตอรี่สำรอง น้ำดื่ม และเบอร์ฉุกเฉิน หากอยู่ใกล้เชิงเขาหรือลำธาร ควรสังเกตน้ำขุ่นแดง เสียงน้ำดังผิดปกติ ดินแตกร้าว หรือเศษไม้ไหลมากับน้ำ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณให้ย้ายออกจากจุดเสี่ยงโดยไม่รอให้น้ำเข้าบ้าน

ชาวประมงและเรือขนาดเล็กควรตรวจประกาศคลื่นลมล่าสุดก่อนออกจากฝั่ง เพราะคำว่า “คลื่นสูงกว่า 2 เมตรบริเวณฝนฟ้าคะนอง” หมายถึงสภาพทะเลสามารถแย่ลงเฉพาะจุดได้รวดเร็ว นักท่องเที่ยวควรตรวจสถานะเรือโดยสาร เที่ยวบิน เส้นทางภูเขา น้ำตก และแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลกับผู้ให้บริการโดยตรง ไม่ควรฝืนเดินทางเพียงเพราะพื้นที่ต้นทางยังไม่มีฝน

สิ่งที่ต้องจับตาต่อคือประกาศฉบับอัปเดตเวลา 05.00 น. วันที่ 8 พฤศจิกายน แนวฝนจริงเหนือสองจังหวัดเสี่ยงหนักมาก ระดับน้ำในคลองและพื้นที่เมือง รวมถึงการขยายตัวของฝนช่วง 9–13 พฤศจิกายน พยากรณ์เป็นการประเมินความน่าจะเป็นและเปลี่ยนแปลงได้ การติดตามเรดาร์ฝนและประกาศท้องถิ่นแบบรายชั่วโมงจึงสำคัญกว่าการยึดแผนที่ฉบับเดียวตลอดทั้งวัน