เชียงใหม่เริ่มวางเกมรับฤดูฝุ่นรอบใหม่ก่อนควันปกคลุมเมือง ด้วยแผน “เชียงใหม่ แซนด์บ็อกซ์” ระยะปี 2569–2571 ที่เชื่อมการจัดการป่า พื้นที่เกษตร ชุมชน เมือง สุขภาพ และระบบบัญชาการเข้าด้วยกัน เป้าหมายที่ถูกจับตามากที่สุดคือปีงบประมาณ 2570 ต้องลดจุดความร้อนลง 25% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยห้าปี ให้เหลือไม่เกิน 6,822 จุด

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่รายงานว่า นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ประชุมศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ก่อนเผยแพร่รายละเอียดอีกครั้งในวันที่ 8 พฤศจิกายน จังหวัดตั้งศูนย์อำนวยการทั้งระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล เพื่อให้การสั่งการ ติดตาม และระงับเหตุทำได้เร็วขึ้น รวมถึงลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน

ยุทธศาสตร์แรกเน้นพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวน โดยใช้ป่าชุมชนและการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่เป็นฐาน แทนการมองไฟป่าเป็นภารกิจดับไฟอย่างเดียว ยุทธศาสตร์ที่สองพุ่งไปยังภาคเกษตร ตั้งเป้าจัดการเศษวัสดุหรือชีวมวลให้ครบวงจร 1 ล้านตัน และสนับสนุนนวัตกรรมที่ทำให้เกษตรกรมีทางเลือกอื่นนอกจากการเผา หากทำได้จริง เศษข้าวโพด ฟาง และกิ่งไม้จะต้องถูกเก็บ ขน แปรรูป หรือสร้างรายได้ได้ในต้นทุนที่เกษตรกรรับไหว

ยุทธศาสตร์ที่สามขยับเข้ามาในเมือง โดยเสนอเขตมลพิษต่ำ หรือ Low Emission Zone ควบคู่ระบบขนส่งสาธารณะสะอาด นี่เป็นสัญญาณว่าจังหวัดไม่ได้ผูกปัญหาฝุ่นไว้กับไฟป่าและการเกษตรเท่านั้น แต่รวมถึงควันรถและกิจกรรมในเมืองด้วย อย่างไรก็ตาม รายละเอียดยังต้องติดตาม เช่น ขอบเขตพื้นที่ รถประเภทใดถูกควบคุม วิธีตรวจการปล่อยมลพิษ และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็ก

ยุทธศาสตร์ที่สี่ลงไปถึงระดับหมู่บ้าน ตั้งเป้าจัดทำแผนลดการเผาครบ 1,095 หมู่บ้านพร้อมงบสนับสนุน ยุทธศาสตร์ที่ห้าคือการคุ้มครองสุขภาพ เตรียมห้องลดฝุ่นที่เปิดได้ตลอด 24 ชั่วโมงในสถานที่สำคัญและดูแลกลุ่มเปราะบาง ส่วนยุทธศาสตร์สุดท้ายคือระบบบริหารร่วม การสื่อสารข้อมูล และการบัญชาการสถานการณ์ตลอดทั้งปี ไม่รอให้ค่าฝุ่นพุ่งก่อนจึงเริ่มทำงาน

นอกจากเป้าลดจุดความร้อน 25% ให้เหลือ 6,822 จุด จังหวัดยังกำหนดให้ลดพื้นที่เผาไหม้ 25% เหลือ 671,596 ไร่ ลดจำนวนวันที่ PM2.5 เกินมาตรฐาน 20% เหลือ 59 วัน และตั้งเป้าลดจำนวนผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพอง 20% เหลือ 12,870 ราย ตัวเลขเหล่านี้เป็น “เป้าหมายการบริหาร” ที่ต้องพิสูจน์ด้วยข้อมูลจริงหลังจบฤดูฝุ่น ไม่ใช่ผลสำเร็จที่เกิดขึ้นแล้ว

ข้อมูลของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ช่วยให้เห็นฐานปัญหา โดยรายงานว่าช่วง 1 มกราคมถึง 31 พฤษภาคม 2568 เชียงใหม่มีค่า PM2.5 เฉลี่ย 39.68 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ลดจาก 63.08 ในช่วงเดียวกันของปี 2567 แต่ยังมีวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน 60 วัน นั่นหมายความว่าทิศทางดีขึ้นในบางตัวชี้วัดก็จริง แต่ประชาชนยังเผชิญอากาศเสี่ยงเป็นเวลานานหลายสัปดาห์

เหตุผลที่เรื่องนี้กำลังเป็นกระแส คือเชียงใหม่กำลังเข้าสู่ช่วงเตรียมรับฤดูแล้ง การจัดการเชื้อเพลิงในป่าและเศษวัสดุเกษตรต้องเริ่มก่อนเกิดไฟ ขณะที่มาตรการสุขภาพต้องเตรียมห้องปลอดฝุ่น ยา เวชภัณฑ์ และระบบแจ้งเตือนล่วงหน้า แผนที่ประกาศหลังหมอกควันเกิดแล้วมักแก้ได้เพียงปลายเหตุ ดังนั้นการคิกออฟตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนจึงเป็นจังหวะสำคัญของการทดสอบความพร้อม

สิ่งที่ควรจับตาต่อไปมีสี่ชุดข้อมูล หนึ่ง จุดความร้อนต้องเปิดเผยพิกัดและแยกตามป่า เกษตร และชุมชน ไม่ดูแค่ยอดรวม สอง ชีวมวล 1 ล้านตันต้องรายงานน้ำหนักที่นำออกจากระบบเผาจริง พร้อมต้นทุนขนส่งและปลายทางใช้ประโยชน์ สาม เขตมลพิษต่ำต้องมีขอบเขต กติกา และวันเริ่มใช้ชัดเจน และสี่ จำนวนวัน PM2.5 เกินมาตรฐานควรเทียบกับสภาพอากาศและมลพิษข้ามแดน เพื่อไม่ให้ตัวเลขดีขึ้นเพราะลมหรือฝนเพียงอย่างเดียว

หากจังหวัดเผยแพร่ข้อมูลอ่านกลับได้เป็นรายอำเภอและรายเดือน “เชียงใหม่ แซนด์บ็อกซ์” จะมีโอกาสเป็นมากกว่าชื่อโครงการ เพราะประชาชนจะตรวจได้ว่า 6 ยุทธศาสตร์เชื่อมถึงกันจริงหรือไม่ ตั้งแต่แปลงเกษตรและแนวป่า ไปจนถึงถนนในเมือง โรงเรียน โรงพยาบาล และอากาศที่คนเชียงใหม่หายใจทุกวัน

แหล่งข้อมูลโดยตรง: - สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงใหม่: https://chiangmai.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/557685 - สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดเชียงใหม่: https://radiochiangmai.prd.go.th/th/content/category/detail/id/1896/iid/558190 - สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1: https://epo01.pcd.go.th/attachment/iu/download.php?WP=qUIcnKt5pQEgZKqCGWOghJstqTgcWat1pQAgZUpjGQIgG2rDqYyc4Uux