สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. เปิดเผยผลตรวจวิเคราะห์เครื่องสำอาง 4 ตัวอย่างจากคดีตรวจค้นสถานที่ต้องสงสัยลักลอบผลิตและจำหน่ายเครื่องสำอาง โดยพบสารห้ามใช้ทุกตัวอย่าง ได้แก่ ไฮโดรควิโนน และในหนึ่งตัวอย่างพบกรดเรทิโนอิกร่วมด้วย อย.จึงเตือนผู้ที่มีผลิตภัณฑ์ตรงกับรายการให้หยุดใช้ทันที พร้อมส่งผลตรวจให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคใช้ประกอบสำนวนคดี

ตาม [ข่าวเผยแพร่ของ อย. วันที่ 7 พฤศจิกายน 2569](https://www.fda.moph.go.th/news/news19-2570) เจ้าหน้าที่ อย.และ บก.ปคบ.เข้าตรวจค้นสถานที่ 2 แห่งในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ยึดของกลางและส่งตัวอย่างให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ตรวจวิเคราะห์ ผลตรวจที่ประกาศมี 4 รายการ คือ “แอลโบทรอส ไวท์เทนนิ่ง ครีม 3” ฉลากระบุเลขที่ใบรับจดแจ้ง 12-1-6900003013 พบไฮโดรควิโนน, “แอลโบทรอส ไนท์ ครีม 4” ฉลากระบุเลขที่ใบรับจดแจ้ง 12-1-6900003122 พบไฮโดรควิโนนและกรดเรทิโนอิก, “ALBOTROSS WHITENING CREAM 3” กระปุกพลาสติกขุ่นสีขาวที่ไม่ระบุเลขรับจดแจ้ง พบไฮโดรควิโนน และครีมสีขาวในถุงพลาสติกใสไม่มีฉลาก พบไฮโดรควิโนน

ข้อมูลเดียวกันถูกเผยแพร่ผ่าน [สำนักสารนิเทศ กระทรวงสาธารณสุข](https://pr.moph.go.th/online/index/news/350351) ซึ่งยืนยันว่าผลตรวจถูกส่งให้ตำรวจตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม และคดียังอยู่ระหว่างขั้นตอนของพนักงานสอบสวน การประกาศผลวิเคราะห์จึงเป็นการเตือนความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ที่ตรวจพบ ไม่ใช่คำพิพากษาถึงที่สุดต่อบุคคลหรือบริษัทใด ผู้บริโภคควรแยกสองเรื่องนี้ออกจากกันให้ชัดเจน: ผลแล็บยืนยันสารห้ามใช้ในตัวอย่าง ส่วนความรับผิดทางอาญาต้องรอกระบวนการสอบสวนและพิจารณาตามกฎหมาย

เหตุที่เรื่องนี้กำลังเป็นกระแสในวันที่ 7 พฤศจิกายน มาจากการร้องทุกข์ของผู้เสียหายและการพูดถึงผลิตภัณฑ์บนสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้ อย.ออกมาชี้แจงลำดับการตรวจค้น การส่งตรวจ และผลวิเคราะห์อย่างเป็นทางการ ประเด็นสำคัญสำหรับผู้ซื้อไม่ใช่เพียงชื่อยี่ห้อ แต่รวมถึงลักษณะบรรจุภัณฑ์ เลขรับจดแจ้ง และการไม่มีฉลาก เพราะผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในถุงใสหรือกระปุกไม่มีข้อมูลอาจตรวจสอบแหล่งที่มาและรุ่นการผลิตได้ยาก

อย.ระบุว่าไฮโดรควิโนนอาจทำให้แพ้ ระคายเคือง หน้าแดง แสบร้อน เกิดตุ่ม และทำให้ผิวคล้ำมากขึ้น หากใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจเกิดฝ้าถาวรและเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนัง ส่วนกรดเรทิโนอิกอาจทำให้หน้าแดง แสบร้อนรุนแรง อักเสบ และไวต่อแสง อีกทั้งอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ คำเตือนนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ใช้ทุกคนจะเกิดอาการเหมือนกัน แต่ผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ตรงรายการไม่ควรทดลองใช้ต่อเพื่อดูอาการ

หากมีผลิตภัณฑ์ตรงกับชื่อหรือลักษณะที่ประกาศ สิ่งแรกคือหยุดใช้ เก็บตัวผลิตภัณฑ์ กล่อง ใบเสร็จ หลักฐานสั่งซื้อ และภาพหน้าร้านหรือบัญชีผู้ขายไว้ อย่าทิ้งหลักฐานทันที หากมีอาการแสบ แดง บวม พุพอง ผิวคล้ำผิดปกติ หรืออาการรุนแรง ควรพบแพทย์หรือเภสัชกรและแจ้งชื่อผลิตภัณฑ์กับระยะเวลาที่ใช้ โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์หรือผู้ที่วางแผนตั้งครรภ์ควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว

สำหรับการเลือกซื้อครั้งต่อไป อย.แนะนำให้ซื้อจากร้านที่มีหลักแหล่งและตรวจฉลากภาษาไทยให้ครบ ทั้งชื่อผลิตภัณฑ์ ประเภท ส่วนผสม วิธีใช้ ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า ปริมาณสุทธิ รุ่นหรือครั้งที่ผลิต วันเดือนปีที่ผลิต และเลขที่ใบรับจดแจ้ง ผู้บริโภคสามารถค้นข้อมูลผลิตภัณฑ์ผ่าน [ระบบสืบค้นเครื่องสำอางของ อย.](https://pertento.fda.moph.go.th/FDA_SEARCH_CENTER/PRODUCT/FRM_SEARCH_CMT_AVS.aspx) แต่ต้องเข้าใจว่าเลขรับจดแจ้งเป็นข้อมูลการจดแจ้ง ไม่ใช่หลักประกันว่าผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นในตลาดจะไม่มีการปลอมปนหรือผลิตผิดจากที่แจ้งไว้

ตามพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 ผู้ผลิตเพื่อขายเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยอาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้ขายหรือตัวแทนจำหน่ายอาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือผลสอบสวน แหล่งกระจายสินค้า จำนวนผู้ใช้ที่ได้รับผลกระทบ และมาตรการเรียกเก็บผลิตภัณฑ์จากช่องทางจำหน่ายต่าง ๆ

ผู้พบผลิตภัณฑ์ต้องสงสัยหรือการโฆษณาอวดอ้างรักษาฝ้าหาย สามารถแจ้งสายด่วน อย. 1556 อีเมล 1556@fda.moph.go.th หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด การเก็บภาพฉลาก เลขคำสั่งซื้อ ชื่อบัญชีผู้ขาย และวันที่ซื้อจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบย้อนกลับได้เร็วขึ้น ข่าวนี้จึงไม่ใช่เพียงคำเตือนเฉพาะครีม 4 ตัวอย่าง แต่เป็นเครื่องเตือนว่าคำรีวิวบนออนไลน์ไม่สามารถแทนผลตรวจแล็บและการตรวจสอบแหล่งผลิตได้