ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2569 โรงพยาบาลเอกชนกว่า 400 แห่งทั่วประเทศจะต้องส่งหนังสือรับรองการเกิดแบบ ท.ร.1/1 ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมการปกครอง แทนการส่งเอกสารกระดาษไปยังสำนักทะเบียน เป้าหมายคือทำให้กระบวนการเป็นมาตรฐานเดียว ตรวจสอบย้อนหลังได้ และลดช่องโหว่ที่อาจถูกใช้ปลอมแปลงข้อมูลเพื่อสวมสิทธิทางทะเบียน
ประเด็นสำคัญที่ต้องแยกให้ออกคือ หนังสือรับรองการเกิดจากโรงพยาบาลไม่ใช่สูติบัตร และไม่ใช่เอกสารรับรองสัญชาติไทยโดยอัตโนมัติ หน้าที่ของโรงพยาบาลคือรับรองข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการคลอด เช่น วัน เวลา สถานที่ และวิธีการคลอด ส่วนผู้ปกครองหรือผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายยังต้องนำหลักฐานไปแจ้งเกิดต่อสำนักทะเบียนตามขั้นตอน และนายทะเบียนเป็นผู้ตรวจสอบก่อนออกสูติบัตรหรือดำเนินการทางทะเบียนอื่น
## ระบบใหม่ทำงานอย่างไร
ตาม[ประกาศของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพผ่านกระทรวงสาธารณสุข](https://pr.moph.go.th//online/index/news/350183) กรมการปกครองได้จัดทำ “ระบบให้บริการหนังสือรับรองการเกิด” ที่เว็บไซต์ [exservices.bora.dopa.go.th](https://exservices.bora.dopa.go.th) สำหรับให้สถานพยาบาลเอกชนยื่นแบบ ท.ร.1/1 ทางอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ หรือ สบส. จะตรวจสอบและขึ้นทะเบียนบุคลากรที่โรงพยาบาลมอบหมายให้เป็นผู้ส่งข้อมูล
ระบบนี้มีจุดต่างจากเอกสารกระดาษตรงที่สร้างร่องรอยการทำรายการ ตรวจสอบผู้ปฏิบัติงาน และเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานได้ง่ายขึ้น หากพบข้อมูลผิดปกติ เจ้าหน้าที่สามารถย้อนดูว่าใครเป็นผู้บันทึก ส่งเมื่อใด และเกี่ยวข้องกับสถานพยาบาลใด แต่ระบบดิจิทัลไม่ได้แทนที่การตรวจสอบข้อเท็จจริงของบุคลากร โรงพยาบาลยังต้องตรวจเอกสารและเวชระเบียนอย่างรอบคอบก่อนยืนยันข้อมูล
[Thai PBS](https://www.thaipbs.or.th/news/content/572147) รายงานตรงกับข้อมูลทางการว่า การใช้ระบบจะเริ่มพร้อมกันทั่วประเทศวันที่ 1 ธันวาคม และครอบคลุมโรงพยาบาลเอกชนมากกว่า 400 แห่ง การเปลี่ยนผ่านจึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนจากกระดาษเป็นหน้าจอ แต่รวมถึงการกำหนดสิทธิผู้ใช้งาน การอบรมเจ้าหน้าที่ การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล และการเตรียมวิธีรับมือเมื่อระบบขัดข้อง
## ทำไมเรื่องนี้กำลังเป็นกระแส
มาตรการใหม่เกิดขึ้นหลังหน่วยงานรัฐตรวจพบรูปแบบทุจริตที่เรียกกันว่า “พ่อทิพย์” หรือการนำชื่อชายไทยไปอ้างเป็นบิดาเพื่อให้ข้อมูลทางทะเบียนดูเหมือนเด็กมีบิดาสัญชาติไทย ทั้งที่ความสัมพันธ์อาจไม่เป็นจริง [สำนักงานตำรวจแห่งชาติ](https://saranitet.police.go.th/commanders-mission/commissioner-general_27102026_70486/) ระบุจากปฏิบัติการเมื่อปลายเดือนตุลาคมว่า อยู่ระหว่างตรวจสอบเด็กต้องสงสัย 1,483 คนที่เชื่อมโยงกับโรงพยาบาล 8 แห่ง พร้อมดำเนินคดีกับบุคคลหลายกลุ่ม ตัวเลขนี้เป็นจำนวนกรณีต้องสงสัยที่อยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบ ไม่ควรตีความว่าเด็กทุกคนหรือโรงพยาบาลทุกแห่งมีความผิดแล้ว
กรม สบส. กำชับให้โรงพยาบาลเฝ้าระวังสัญญาณผิดปกติ เช่น มารดาต่างชาติไม่ทราบข้อมูลพื้นฐานของบิดา บิดาไม่ปรากฏตัว สถานที่ฝากครรภ์ไม่สอดคล้องกับที่พักโดยไม่มีเหตุผลอันควร หรือมีความพยายามเปลี่ยนชื่อบิดาในเวชระเบียนหลังบันทึกประวัติการเกิด หากพบข้อสงสัยต้องรายงานผู้บริหารเพื่อตรวจสอบ ไม่ใช่สรุปความผิดจากสัญญาณเพียงข้อเดียว
## ครอบครัวต้องทำอะไรต่อ
หลักเกณฑ์พื้นฐานของกรมการปกครองยังคงเดิม [คู่มือการแจ้งเกิดของสำนักบริหารการทะเบียน](https://www.bora.dopa.go.th/callcenter1548/guidebook) ระบุว่า กรณีเกิดในบ้านต้องแจ้งภายใน 15 วัน ส่วนกรณีเกิดนอกบ้านให้บิดาหรือมารดาแจ้งภายใน 15 วัน และหากมีเหตุจำเป็นอาจแจ้งภายหลังได้แต่ไม่เกิน 30 วัน เอกสารสำคัญประกอบด้วยบัตรผู้แจ้ง สำเนาทะเบียนบ้าน และหนังสือรับรองการเกิดจากโรงพยาบาลถ้ามี
ดังนั้น ครอบครัวที่คลอดในโรงพยาบาลเอกชนหลังเริ่มระบบใหม่ควรตรวจชื่อ วันเวลาเกิด และข้อมูลบิดามารดาในเอกสารให้ถูกต้องก่อนออกจากโรงพยาบาล เก็บหลักฐานฉบับที่ได้รับ และสอบถามให้ชัดว่าต้องไปแจ้งเกิดที่สำนักทะเบียนใด การที่โรงพยาบาลส่งข้อมูลออนไลน์แล้วไม่ได้หมายความว่าครอบครัวไม่ต้องดำเนินการต่อ
## สิ่งที่ต้องจับตาหลัง 1 ธันวาคม
ประเด็นแรกคือโรงพยาบาลกว่า 400 แห่งจะเชื่อมระบบได้ครบและส่งข้อมูลได้ทันหรือไม่ ประเด็นที่สองคือการคุ้มครองข้อมูลของทารกและครอบครัว ทั้งสิทธิการเข้าถึง การเก็บบันทึก และการแจ้งเหตุเมื่อข้อมูลรั่วไหล ประเด็นที่สามคือมาตรฐานการตรวจกรณีต้องสงสัยต้องเข้มแต่ไม่เลือกปฏิบัติต่อครอบครัวข้ามชาติหรือครอบครัวที่มีเอกสารซับซ้อน
ผลลัพธ์ที่ควรเกิดขึ้นคือเอกสารปลอมทำได้ยากขึ้น การตรวจสอบเร็วขึ้น และครอบครัวสุจริตได้รับบริการชัดเจนกว่าเดิม หากระบบเพิ่มขั้นตอนจนการแจ้งเกิดล่าช้า หรือเจ้าหน้าที่ใช้ข้อสงสัยแทนหลักฐาน ก็อาจสร้างปัญหาใหม่ได้ จึงต้องติดตามทั้งจำนวนการใช้งานจริง ปัญหาระบบ การร้องเรียน และผลคดีที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะจำนวนกรณีที่ถูกตั้งข้อสงสัย



