นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดเยือนราชอาณาจักรภูฏานอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม–1 พฤศจิกายน 2569 ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีภูฏาน ดาโช เชริง ต๊อบเกย์ การเดินทางครั้งนี้เป็นการเยือนภูฏานอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีไทยในรอบ 8 ปี และเกิดขึ้นในจังหวะที่สองประเทศกำลังเตรียมเปลี่ยนความสัมพันธ์อันใกล้ชิดให้เป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาที่จับต้องได้มากขึ้น
กระทรวงการต่างประเทศของไทยระบุว่า ผู้นำทั้งสองประเทศจะหารือเรื่องความร่วมมือระดับสูง การค้าและการลงทุน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สาธารณสุข พลังงานสะอาด การท่องเที่ยว และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมคณะเดินทางด้วย กำหนดการเริ่มที่กรุงทิมพู ก่อนเดินทางต่อไปยังเกเลพูในวันที่ 1 พฤศจิกายน
ประเด็นที่ทำให้การเยือนครั้งนี้น่าจับตาคือการเตรียมใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีไทย–ภูฏาน ซึ่งรัฐบาลไทยระบุว่าจะมีผลวันที่ 1 มกราคม 2570 รวมถึงการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยสำรวจการค้าและการลงทุนในเกเลพู เมืองใหม่ที่ภูฏานกำลังพัฒนา ภารกิจจึงไม่ได้มีเพียงมิติการทูต แต่เชื่อมโยงกับตลาดใหม่ การท่องเที่ยว พลังงานสะอาด และบริการที่ไทยมีความเชี่ยวชาญ
เกเลพูยังเป็นจุดสำคัญทางสัญลักษณ์ของการเยือน นายกรัฐมนตรีไทยมีกำหนดเข้าร่วม “Project 108” พระราชดำริของสมเด็จพระราชาธิบดีภูฏาน เพื่อสร้างสถูปจางชุบ 108 องค์ให้แล้วเสร็จภายในวันเดียว กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนสายสัมพันธ์ทางพุทธศาสนาและวัฒนธรรมที่เป็นรากฐานความใกล้ชิดระหว่างสองราชอาณาจักร ขณะเดียวกันก็เชื่อมกับภาพของเกเลพูในฐานะเมืองแห่งอนาคตที่ภูฏานต้องการผสานการเติบโตทางเศรษฐกิจกับความยั่งยืนและอัตลักษณ์ท้องถิ่น
ฝั่งภูฏานยืนยันกำหนดการเยือนผ่านประกาศของตำรวจภูฏาน ซึ่งแจ้งมาตรการจำกัดการจราจรและปิดถนนบางช่วงบนเส้นทางทิมพู–พาโรและถนนที่กำหนด ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม–1 พฤศจิกายน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่คณะผู้แทนและจัดการจราจร การยืนยันจากทั้งสองประเทศทำให้กำหนดการมีความชัดเจน และเป็นข้อมูลที่ผู้เดินทางในพื้นที่ควรติดตาม
ภูมิหลังของความร่วมมือรอบนี้ต่อยอดจากการเยือนไทยของนายกรัฐมนตรีภูฏานเมื่อเดือนมิถุนายน 2567 ครั้งนั้นทั้งสองฝ่ายหารือการเร่งรัด FTA โอกาสลงทุนในเกเลพู การท่องเที่ยว การศึกษา และสาธารณสุข พร้อมลงนามบันทึกความเข้าใจด้านวิชาการแพทย์และการท่องเที่ยว การเยือนของฝ่ายไทยในปี 2569 จึงเป็นขั้นต่อเนื่องเพื่อผลักดันสิ่งที่เคยหารือให้เข้าสู่การปฏิบัติ
สิ่งที่ต้องติดตามหลังการหารือคือรายละเอียดของเอกสารความร่วมมือที่จะลงนามหรือแลกเปลี่ยน เงื่อนไขและกรอบเวลาการใช้ประโยชน์จาก FTA ตลอดจนโครงการที่ภาคธุรกิจไทยจะเข้าร่วมในเกเลพูได้จริง อีกด้านหนึ่งคือผลลัพธ์ด้านพลังงานสะอาด สาธารณสุข การพัฒนาคน และการท่องเที่ยว ซึ่งอาจขยายความร่วมมือให้กว้างกว่าตัวเลขการค้า
สำหรับไทย การเยือนครั้งนี้เป็นโอกาสวางตำแหน่งความร่วมมือกับประเทศหิมาลัยขนาดเล็กแต่มีแนวทางพัฒนาที่โดดเด่น ส่วนภูฏานได้เชื่อมต่อกับภาคธุรกิจ บริการสุขภาพ การท่องเที่ยว และประสบการณ์พัฒนาของไทย หากข้อตกลงหลังการเยือนมีเป้าหมายและกรอบปฏิบัติชัดเจน ความสัมพันธ์ที่มีทุนทางวัฒนธรรมอยู่แล้วอาจกลายเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและความยั่งยืนที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น
แหล่งข้อมูลโดยตรง: [กระทรวงการต่างประเทศไทย](https://mfa.go.th/en/content/dpm-fm-to-join-official-visit-to-bhutan-en?cate=5d5bcb4e15e39c306000683c) และ [ตำรวจภูฏาน](https://rbp.gov.bt/traffic-restrictions-and-road-closures/)



