เหตุล้อหลักของเครื่องบิน China Airlines เที่ยวบิน CI840 ติดอยู่บนพื้นผิวทางวิ่งสุวรรณภูมิเมื่อค่ำวันที่ 28 ตุลาคม 2569 กลายเป็นคำถามใหญ่กว่าความล่าช้าของเที่ยวบิน เพราะเกี่ยวข้องกับสภาพพื้นผิวสนามบินหลังฝนตกหนัก การระบายน้ำ และความจำเป็นต้องตรวจทางวิ่งกับทางขับในวงกว้าง แม้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะซ่อมจุดชำรุดและนำทางวิ่งกลับมาใช้งานแล้ว แต่ฝ่ายคมนาคมย้ำว่าสาเหตุสุดท้ายยังต้องรอผลตรวจทางวิศวกรรม

ตามคำชี้แจงของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เหตุเกิดราว 19.25 น. บริเวณหัวทางวิ่ง 02R ขณะเครื่องบิน Boeing 737-800 เที่ยวบิน CI840 เส้นทางกรุงเทพฯ–เกาสงเตรียมออกเดินทาง ล้อหลักติดพื้นผิวจนเครื่องไม่สามารถเคลื่อนต่อได้ สนามบินจึงปิดทางวิ่งเส้นดังกล่าวชั่วคราว และประสานหอบังคับการบินให้เที่ยวบินอื่นใช้ทางวิ่งหรือทางขับใกล้เคียงเพื่อรักษาความต่อเนื่องของการปฏิบัติการ

การเคลื่อนย้ายผู้โดยสารเริ่มเวลา 21.02 น. และนำผู้โดยสาร 116 คนเข้าสู่อาคารได้ครบในเวลา 21.16 น. ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เครื่องบินถูกนำออกจากพื้นที่ราว 23.10 น. การตรวจเบื้องต้นไม่พบความเสียหายกับอากาศยาน แต่สายการบินต้องตรวจตามขั้นตอนอย่างละเอียดอีกครั้ง ผู้โดยสารได้รับที่พัก อาหาร และเที่ยวบินรองรับในวันถัดไป โดยข้อมูลสถานะเที่ยวบินของ China Airlines แสดงว่าเที่ยวบินทดแทนล่าช้าไปถึงวันที่ 29 ตุลาคม

ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระบุว่าฝนที่หนักกว่าปกติทำให้มีน้ำสะสมมาก ประกอบกับระดับน้ำใต้ดินสูงขึ้น ส่งผลต่อพื้นผิวทางวิ่งและทางขับบางจุด เมื่อจุดดังกล่าวรับน้ำหนักอากาศยานจึงเกิดการชำรุด อย่างไรก็ดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมระบุว่ายังไม่ควรสรุปว่าเหตุเกิดจากการบำรุงรักษาหรือปัจจัยใดเพียงอย่างเดียว เพราะต้องพิจารณารายละเอียดทางวิศวกรรม ความเชื่อมโยงกับน้ำท่วม และสภาพโครงสร้างทั้งหมดก่อน

ความแตกต่างของถ้อยแถลงจึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงข้อมูลขัดแย้งทั้งหมด แถลงการณ์สนามบินกล่าวว่าทางวิ่ง 02R/20L เปิดใช้งานได้ตามปกติตั้งแต่ 06.30 น. วันที่ 29 ตุลาคม หลังซ่อมและตรวจความปลอดภัย ส่วนรายงานจากฝ่ายคมนาคมในช่วงต่อมาพูดถึงการตรวจความหนาแน่นของพื้นผิวบริเวณใกล้ทางขับ E21 และการประเมินว่าจะต้องซ่อมใหญ่หรือไม่ นั่นอาจเป็นคนละขั้นของการเปิดใช้งานและการตรวจยืนยันเชิงลึก แต่ผู้ใช้สนามบินควรยึดประกาศปฏิบัติการล่าสุดจากหน่วยงานทางการ

เหตุการณ์กระทบเที่ยวบินของห้าสายการบิน รวมถึง China Airlines การบินไทย และ VietJet โดยรายงานระบุว่าความล่าช้าหลักอยู่ราวสองชั่วโมง ก่อนการจัดการจราจรทางอากาศจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ท่าอากาศยานยืนยันว่าเหตุไม่ทำให้บริการสนามบินหยุดชะงักทั้งหมด เพราะสุวรรณภูมิยังบริหารเที่ยวบินผ่านทางวิ่งอื่นได้

สิ่งที่ทำให้ข่าวนี้กำลังเป็นกระแสคือภาพของล้อเครื่องบินที่ติดพื้นทางวิ่งทำให้หลายคนกังวลว่ารันเวย์ “ยุบ” เป็นบริเวณกว้าง แต่ข้อมูลที่ยืนยันขณะนี้ระบุเพียงจุดพื้นผิวชำรุดใกล้หัวทางวิ่งและทางขับ ส่วนขนาดความเสียหายใต้ชั้นผิว ความแข็งแรงของฐาน และความจำเป็นต้องซ่อมระยะยาวยังอยู่ระหว่างประเมิน จึงไม่ควรขยายข้อสรุปจากภาพถ่ายไปไกลกว่ารายงานวิศวกรรม

ในด้านความปลอดภัย สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยสั่งให้ตรวจสภาพทางวิ่ง ทางขับ และลานจอดในภาพรวมเพื่อป้องกันเหตุซ้ำ การตรวจเช่นนี้สำคัญเพราะสนามบินต้องรับทั้งแรงกดจากเครื่องบินขนาดใหญ่ น้ำฝนปริมาณมาก และการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำใต้ดิน การซ่อมเฉพาะผิวหน้าอาจทำให้กลับมาใช้งานได้เร็ว แต่การตัดสินใจซ่อมใหญ่ต้องอาศัยข้อมูลความหนาแน่น ความสามารถรับน้ำหนัก และโครงสร้างระบายน้ำใต้พื้นผิว

สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปมีสามประเด็น หนึ่ง ผลตรวจทางวิศวกรรมจะยืนยันสาเหตุเดียวกับคำอธิบายเบื้องต้นเรื่องน้ำสะสมและน้ำใต้ดินหรือพบปัจจัยอื่น สอง จะมีการปิดพื้นที่เพิ่มเติมเพื่อซ่อมถาวรหรือไม่ และสาม การตรวจโครงสร้างส่วนอื่นของสนามบินจะพบจุดเสี่ยงคล้ายกันหรือไม่ คำตอบเหล่านี้จะบอกว่าเหตุการณ์เป็นความเสียหายเฉพาะจุดหรือสัญญาณของภาระซ่อมบำรุงที่ใหญ่กว่า

สำหรับผู้โดยสาร สิ่งสำคัญคือเที่ยวบินอาจได้รับผลจากการตรวจหรือซ่อมเพิ่มเติมแม้สนามบินเปิดให้บริการตามปกติแล้ว ควรตรวจสถานะกับสายการบินก่อนเดินทางและติดตามประกาศของท่าอากาศยาน ขณะเดียวกัน การรายงานที่รับผิดชอบควรแยก “ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว” ได้แก่ ผู้โดยสารปลอดภัย เครื่องบินถูกเคลื่อนย้าย จุดชำรุดได้รับการซ่อม และทางวิ่งกลับมาใช้งาน ออกจาก “ข้อสรุปที่ยังรอ” ได้แก่ สาเหตุเชิงวิศวกรรมและขอบเขตการซ่อมถาวร