กัมพูชากำลังเดินเข้าสู่หมุดหมายสำคัญของการบังคับใช้ระบบรับราชการทหาร เมื่อรัฐบาลประกาศว่าเยาวชนกลุ่มแรกที่สมัครเข้าระบบจะเริ่มโครงการฝึกในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งตรงกับวันประกาศเอกราชของประเทศ นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต เปิดเผยกำหนดการดังกล่าวเมื่อ 24 ตุลาคม ระหว่างงานครบรอบ 20 ปีการส่งกำลังพลกัมพูชาเข้าร่วมภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ
สำนักข่าวแห่งชาติกัมพูชา AKP รายงานว่า การฝึกชุดแรกจะรับผู้ที่สมัครใจภายใต้ระบบเกณฑ์ทหารฉบับใหม่ โดยการเลือกวันเริ่มต้นให้ตรงกับวันเอกราชมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ชัดเจน รัฐบาลต้องการเชื่อมหน้าที่ทางทหารเข้ากับแนวคิดเรื่องการสร้างชาติและการปกป้องอธิปไตย ขณะเดียวกัน วันที่ 9 พฤศจิกายนยังเป็นวันที่กัมพูชารำลึกถึงการได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสเมื่อปี 2496
ประเด็นนี้ได้รับความสนใจเพราะไม่ใช่เพียงการเปิดค่ายฝึกตามปกติ แต่เป็นก้าวแรกของกฎหมายรับราชการทหารที่รัฐบาลนำกลับมาบังคับใช้อย่างจริงจัง หลังจากกฎหมายเดิมปี 2549 ไม่เคยถูกใช้เต็มรูปแบบ กฎหมายฉบับใหม่มีผลเมื่อ 25 พฤษภาคม 2569 และกำหนดให้ชายกัมพูชาอายุ 18–25 ปีรับราชการเป็นเวลา 2 ปี ส่วนผู้หญิงสมัครใจได้ ผู้ที่ได้รับหมายเรียกต้องรายงานตัวภายใน 30 วัน เว้นแต่มีเหตุยกเว้นตามกฎหมาย
ข้อมูลจาก CamboJA ระบุว่า ในวันแรกของการเปิดรับสมัครเมื่อต้นเดือนตุลาคม มีคนหนุ่มราว 3,000 คนยื่นสมัคร กระทรวงกลาโหมแจกแบบฟอร์มระหว่างวันที่ 1–9 ตุลาคม และเปิดรับเอกสารวันที่ 10–15 ตุลาคม กระบวนการคัดเลือกใช้ทั้งการสมัครใจและการจับสลากตามโควตาที่กองทัพกำหนดในแต่ละปี รายละเอียดจำนวนผู้เข้าฝึกชุดแรกและโควตาปี 2570 ยังต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการเพิ่มเติม
เบื้องหลังการเดินหน้าครั้งนี้คือความต้องการเพิ่มกำลังพลและยกระดับความพร้อมของกองทัพ หลังความตึงเครียดชายแดนกับไทยในช่วงปีที่ผ่านมา รัฐบาลกัมพูชาอธิบายว่าการรับราชการทหารจะช่วยเติมกำลังในหน่วยที่ขาดแคลน สร้างวินัย และพัฒนาทักษะของคนรุ่นใหม่ อย่างไรก็ดี การอธิบายข่าวนี้จำเป็นต้องแยก “ผู้สมัครชุดแรก” ออกจากผู้ที่อาจถูกเรียกตามโควตาในอนาคต เพราะการเปิดฝึกวันที่ 9 พฤศจิกายนยังไม่ได้หมายความว่าชายอายุ 18–25 ปีทุกคนจะถูกนำเข้ากองทัพพร้อมกัน
กฎหมายยังระบุข้อยกเว้นสำหรับพระ นักบวช ผู้พิการ และผู้มีทักษะเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หลังครบกำหนดรับราชการ ผู้ผ่านการฝึกจะอยู่ในกำลังสำรองจนถึงอายุ 45 ปี ส่วนการหลีกเลี่ยงหมายเรียกโดยไม่มีเหตุอันควรมีโทษจำคุกและปรับ โดยบทลงโทษจะสูงขึ้นในภาวะสงครามหรือเมื่อประเทศถูกโจมตี รายละเอียดเหล่านี้ทำให้สังคมจับตาว่ารัฐจะสื่อสารสิทธิ หน้าที่ ขั้นตอนอุทธรณ์ และเกณฑ์ยกเว้นอย่างโปร่งใสเพียงใด
สิ่งที่ต้องติดตามก่อนวันเปิดฝึกคือสถานที่ฝึก ระยะเวลาการฝึกเบื้องต้น จำนวนผู้เข้าโครงการจริง มาตรฐานสุขภาพและความปลอดภัย ตลอดจนสัดส่วนระหว่างผู้สมัครใจกับผู้ที่ได้รับเลือกด้วยการจับสลาก อีกประเด็นคือรัฐบาลจะจัดระบบการศึกษาและการจ้างงานรองรับผู้ที่ต้องหยุดเรียนหรือหยุดงานสองปีอย่างไร เพื่อไม่ให้ภาระตกกับครอบครัวรายได้น้อยมากเกินไป
การเริ่มฝึกในวันเอกราชทำให้ข่าวนี้มีทั้งมิติความมั่นคง การเมือง และสังคมในคราวเดียว สำหรับประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทย การติดตามควรยึดข้อมูลทางการและหลีกเลี่ยงการตีความเกินข้อเท็จจริง เพราะกำหนดการล่าสุดพูดถึงการฝึกกลุ่มแรกภายใต้กฎหมายภายในของกัมพูชา สิ่งชี้วัดที่สำคัญที่สุดต่อจากนี้จึงไม่ใช่ถ้อยคำเชิงสัญลักษณ์ แต่คือวิธีปฏิบัติจริง ความเป็นธรรมของการคัดเลือก และการคุ้มครองสิทธิของคนหนุ่มสาวที่เข้าสู่ระบบ



