หมอกควันยังคงปกคลุมกรุงกัวลาลัมเปอร์และหลายพื้นที่ของมาเลเซียในสัปดาห์นี้ แม้ข้อมูลล่าสุดจากอินโดนีเซียชี้ว่าจำนวนจุดความร้อนลดลงจากช่วงสูงสุดแล้ว ภาพเส้นขอบฟ้าที่จางหายหลังม่านสีเทากลับมาเป็นสัญญาณเตือนว่า วิกฤตไฟป่าและไฟไหม้พื้นที่พรุปี 2569 ยังไม่จบง่ายๆ และฝนประปรายที่เริ่มตกยังไม่มากพอจะดับไฟใต้ดินหรือป้องกันการปะทุซ้ำ
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่อินโดนีเซียว่า จุดความร้อนที่มีความเชื่อมั่นสูงลดจากมากกว่า 1,200 จุดเมื่อ 14 ตุลาคม เหลือ 565 จุดเมื่อ 22 ตุลาคม ขณะที่การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากไฟลดจาก 22.22 ล้านตัน เหลือ 14.44 ล้านตันในช่วงเจ็ดวันติดต่อกัน อย่างไรก็ตาม อินโดนีเซียยังคงเฝ้าระวังระดับสูง เพราะฤดูฝนที่ปกติควรเริ่มในเดือนตุลาคมล่าช้าไปถึงเดือนพฤศจิกายน และพื้นที่พรุสามารถคุกรุ่นอยู่ใต้ผิวดินได้นาน
สำหรับมาเลเซีย ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ที่ทัศนวิสัย เมื่อต้นเดือนรัฐบาลสั่งปิดโรงเรียนในหลายรัฐและเขตสหพันธรัฐหลังค่าดัชนีมลพิษทางอากาศ หรือ API เข้าสู่ระดับไม่ดีต่อสุขภาพ ระบบของมาเลเซียจัดค่า 101–200 เป็น “ไม่ดีต่อสุขภาพ” ค่า 201–300 เป็น “ไม่ดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง” และมากกว่า 300 เป็น “อันตราย” ประชาชนจึงต้องตรวจค่าจากระบบ APIMS ของกรมสิ่งแวดล้อมตามพื้นที่และเวลา ไม่ควรใช้ภาพท้องฟ้าด้วยตาเปล่าเป็นตัวตัดสินเพียงอย่างเดียว
สาเหตุหลักของหมอกควันรอบนี้เชื่อมโยงกับไฟป่าและไฟพื้นที่พรุในเกาะสุมาตราและบอร์เนียวของอินโดนีเซีย ซึ่งถูกซ้ำเติมจากภาวะแห้งแล้งและเอลนีโญ ไฟบางส่วนเกี่ยวข้องกับการเตรียมพื้นที่เกษตร แต่สภาพอากาศร้อนและแห้งจัดทำให้ลุกลามเร็วและควบคุมยาก อินโดนีเซียระดมเจ้าหน้าที่ดับไฟมากกว่า 69,000 คน พร้อมอากาศยานราว 50 ลำ และทดลองวิธีควบคุมไฟเพิ่มเติม แต่เจ้าหน้าที่ยอมรับว่าฝนที่ตกเป็นหย่อมๆ ยังไม่เพียงพอ
เหตุการณ์นี้กำลังเป็นกระแสในภูมิภาค เพราะเป็นหมอกควันที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ และก่อแรงกดดันทั้งด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจ และการเมือง สำนักข่าวเอพีรายงานว่ามีนักศึกษาอินโดนีเซียชุมนุมในหลายเมือง เรียกร้องให้รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินและเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง ขณะที่ข้อมูลกระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซียระบุผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันมากกว่า 333,000 รายในเจ็ดจังหวัดตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคม ผลกระทบยังแผ่ไปสิงคโปร์ มาเลเซีย และประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในระดับภูมิภาค อาเซียนมีความตกลงว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดนมาตั้งแต่ปี 2545 และประเทศสมาชิกให้สัตยาบันครบในปี 2558 แต่การเกิดวิกฤตซ้ำทำให้คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่ามีข้อตกลงหรือไม่ แต่อยู่ที่การตรวจสอบจุดความร้อน การแลกเปลี่ยนข้อมูล การเข้าถึงพื้นที่ดับไฟ และการบังคับใช้กฎหมายกับผู้เผาอย่างทันเวลา รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเตรียมนำเรื่องหมอกควันเข้าสู่การหารือก่อนการประชุมสุดยอดในเดือนพฤศจิกายน
สิ่งที่ต้องจับตาในอีกสองสัปดาห์คือ ฝนจะตกต่อเนื่องพอให้ระดับไฟใต้พรุลดลงหรือไม่ จำนวนจุดความร้อนจะลดต่อเนื่องหรือดีดกลับ และประเทศที่ได้รับผลกระทบจะร่วมมือกันในรูปแบบใด หากลมเปลี่ยนทิศ คุณภาพอากาศของเมืองใหญ่สามารถเปลี่ยนเร็วภายในเวลาไม่นาน การลดลงของจุดความร้อนจึงเป็นข่าวดีแบบมีเงื่อนไข ไม่ใช่สัญญาณให้ยกเลิกการเฝ้าระวัง
ประชาชนในมาเลเซียและผู้เดินทางควรเช็ก API จากช่องทางทางการก่อนทำกิจกรรมกลางแจ้ง ลดกิจกรรมหนักเมื่อค่าฝุ่นสูง ปิดช่องอากาศเมื่อหมอกควันหนา และใช้หน้ากากกรองอนุภาคที่กระชับกับใบหน้า โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้มีโรคหัวใจหรือทางเดินหายใจ วิกฤตครั้งนี้ตอกย้ำว่าอากาศไม่มีพรมแดน และการแก้ปัญหาอย่างถาวรต้องเริ่มตั้งแต่การป้องกันไฟในพื้นที่ต้นทาง ไปจนถึงระบบเตือนภัยที่ประชาชนทุกประเทศเชื่อถือได้



