กัมพูชายกระดับคำเตือนเรื่องวัตถุระเบิดที่ยังไม่ทำงาน หลังเจ้าหน้าที่ด้านการเก็บกู้ระบุว่าพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากการปะทะตามแนวชายแดนยังมีวัตถุระเบิดตกค้างที่เป็นอันตรายต่อพลเรือน และเป็นอุปสรรคต่อการกลับบ้านของผู้พลัดถิ่น ประเด็นนี้กลับมาอยู่ในความสนใจเมื่อสื่อกัมพูชารายงานเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2569 ว่าฝ่ายกัมพูชาได้แจ้งต่อองค์การสหประชาชาติถึงความเสี่ยงจากลูกระเบิดย่อยและวัตถุระเบิดที่ยังไม่ทำงานในชุมชนที่ได้รับผลกระทบ
รายงานดังกล่าวอ้างข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดกัมพูชา หรือ CMAC ว่าประชาชนมากกว่า 350,000 คนได้รับผลกระทบจากวัตถุระเบิดตกค้างภายหลังการสู้รบตามแนวชายแดน ความเสี่ยงสำคัญไม่ได้จำกัดอยู่ที่การบาดเจ็บโดยตรง แต่ยังรวมถึงการที่ครอบครัวไม่สามารถกลับไปใช้บ้าน พื้นที่เกษตร ถนน หรือแหล่งน้ำได้อย่างปลอดภัย ตัวเลขนี้ควรอ่านในฐานะการประเมินจากหน่วยงานกัมพูชาที่สื่อรายงาน และสถานการณ์ภาคสนามยังต้องได้รับการสำรวจและยืนยันพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
เรื่องนี้มีน้ำหนักเป็นพิเศษเพราะกัมพูชามีประสบการณ์รับมือกับทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตกค้างมานานกว่าสามทศวรรษ แต่ยังเผชิญภาระเดิมจากสงครามในอดีตอยู่แล้ว องค์การพัฒนาแห่งสหประชาชาติ หรือ UNDP ระบุว่า ภายใต้โครงการ Clearing for Results กัมพูชาและพันธมิตรได้ระดมเงินสนับสนุนรวม 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐตั้งแต่ปี 2549 และภายในเดือนมิถุนายน 2569 มีการเก็บกู้และคืนพื้นที่ปนเปื้อนแล้วมากกว่า 430 ตารางกิโลเมตร ช่วยประชาชนมากกว่า 1.3 ล้านคน นอกจากนี้ ศูนย์ฟื้นฟูยังให้บริการผู้พิการ 51,520 คนในช่วงปี 2563 ถึงกลางปี 2569 ในจำนวนนี้เป็นผู้รอดชีวิตจากทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตกค้าง 23,400 คน
รัฐบาลกัมพูชาเปิดใช้นโยบายปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ พ.ศ. 2569–2578 อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 โดยกำหนดวิสัยทัศน์ให้ชุมชนปลอดจากผลกระทบของวัตถุระเบิด และเชื่อมการเก็บกู้เข้ากับความมั่นคงทางอาหาร การพัฒนาชนบท การลดความยากจน และโครงสร้างพื้นฐาน หน่วยงาน CMAA ย้ำด้วยว่า ความสำเร็จต่อจากนี้จะไม่วัดเฉพาะจำนวนพื้นที่ที่เก็บกู้ได้ แต่ต้องดูว่าประชาชนสามารถกลับมาอยู่อาศัย ทำกิน และพัฒนาพื้นที่นั้นได้จริงเพียงใด
เหตุที่ข่าวนี้กำลังได้รับความสนใจ คือความเสี่ยงจากวัตถุระเบิดตกค้างเกิดขึ้นในจังหวะที่ชุมชนต้องการฟื้นตัวและผู้พลัดถิ่นต้องการกลับบ้าน การสำรวจพื้นที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ เครื่องมือ และเวลา ขณะที่การเร่งกลับเข้าไปโดยไม่มีการตรวจสอบอาจเปลี่ยนเส้นทางธรรมดา พื้นที่เกษตร หรือบริเวณบ้านให้เป็นจุดเสี่ยงได้ทันที อีกด้านหนึ่ง งบประมาณด้านมนุษยธรรมทั่วโลกกำลังถูกแบ่งไปยังวิกฤตหลายแห่ง ทำให้การสนับสนุนระยะยาวแก่ภารกิจเก็บกู้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความไม่แน่นอนมากขึ้น
สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปมีสามเรื่อง ประการแรก คือขอบเขตพื้นที่ที่ผ่านการสำรวจและได้รับการประกาศว่าปลอดภัยอย่างเป็นทางการ ประการที่สอง คือจำนวนผู้พลัดถิ่นที่สามารถกลับบ้านได้จริงหลังการเก็บกู้ ไม่ใช่เพียงจำนวนตารางกิโลเมตรที่ดำเนินงานเสร็จ และประการสุดท้าย คือการสนับสนุนจาก UNDP ประเทศผู้บริจาค และองค์กรเก็บกู้ระเบิดว่าจะเพียงพอต่อภารกิจเร่งด่วนและเป้าหมายระยะยาวหรือไม่
สำหรับประชาชนในพื้นที่ ข้อปฏิบัติสำคัญยังคงเหมือนเดิม คือไม่แตะต้อง ไม่เคลื่อนย้าย และไม่เข้าใกล้วัตถุต้องสงสัย ให้ทำเครื่องหมายจากระยะปลอดภัยเท่าที่ทำได้และแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที ข่าวนี้จึงไม่ใช่เพียงประเด็นความมั่นคงชายแดน แต่เป็นบททดสอบว่าการฟื้นฟูหลังความขัดแย้งจะทำให้ผู้คนกลับไปใช้ชีวิตและทำมาหากินได้อย่างปลอดภัยเพียงใด


