แสงสว่างพุ่งยาวบนท้องฟ้ามาเลเซียในคืนวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ไม่ใช่เพียงคลิปปริศนาบนโซเชียลอีกต่อไป กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาเลเซีย (MOSTI) ยืนยันว่าได้รับรายงานการเห็นแสงเหนือหลายพื้นที่ และเชื่อมโยงเหตุการณ์กับการกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของหอดูดาวอวกาศ Neil Gehrels Swift ของ NASA
NASA ยืนยันแยกต่างหากว่า Swift กลับเข้าสู่บรรยากาศโลกเมื่อเวลา 07.39 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ วันที่ 4 พฤศจิกายน หรือประมาณ 20.39 น. ตามเวลามาเลเซีย ตำแหน่งยืนยันอยู่เหนือพื้นที่สุมาตราเหนือของอินโดนีเซีย ใกล้พิกัดละติจูด 3.4 องศาเหนือ ลองจิจูด 98.6 องศาตะวันออก เส้นทางและช่วงเวลาจึงสอดคล้องกับรายงานแสงสว่างที่มองเห็นจากมาเลเซียในคืนนั้น
MOSTI ระบุเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนว่า จนถึงเวลาประกาศยังไม่มีรายงานทางการว่าพบเศษวัตถุอวกาศต้องสงสัยบนแผ่นดินหรือในน่านน้ำมาเลเซีย หน่วยงานกำกับดูแลอวกาศ BPAngkasa กำลังติดตามสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการคาดเดาจากภาพหรือคลิปที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบ
Swift ไม่ใช่ดาวตกตามธรรมชาติ แต่เป็นดาวเทียมวิทยาศาสตร์ขนาดใหญ่ที่ NASA ส่งขึ้นสู่วงโคจรในปี 2547 ภารกิจหลักเดิมกำหนดไว้เพียงสองปี ทว่าใช้งานจริงได้เกือบ 22 ปี ก่อนกลับสู่โลกในสัปดาห์นี้ หอดูดาวมีเครื่องมือสามชนิดที่ทำงานร่วมกันเพื่อค้นหาและติดตาม “การระเบิดรังสีแกมมา” หรือ gamma-ray bursts ซึ่งเป็นเหตุการณ์พลังงานสูงและเกิดขึ้นรวดเร็วที่สุดกลุ่มหนึ่งในเอกภพ
จุดเด่นของ Swift คือความสามารถในการหันกล้องไปยังตำแหน่งที่เกิดเหตุบนท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว และส่งสัญญาณเตือนให้หอดูดาวอื่นทั่วโลกช่วยติดตาม ภารกิจจึงสร้างข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับหลุมดำมวลยิ่งยวด ซูเปอร์โนวา ดาวฤกษ์ที่ปล่อยรังสีเอกซ์ รวมถึงดาวหางและดาวเคราะห์น้อยในระบบสุริยะ
NASA ระบุว่า Swift ทำการสังเกตการณ์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม หลังระดับวงโคจรลดต่ำกว่า 275 กิโลเมตร แรงต้านจากบรรยากาศที่เพิ่มขึ้นทำให้กล้องไม่สามารถรักษาทิศทางได้มั่นคง อีกทั้งกิจกรรมของดวงอาทิตย์ในช่วง solar maximum เร่งให้วงโคจรลดต่ำลงเร็วขึ้น แม้เคยมีความพยายามวางแผนเพิ่มระดับวงโคจร แต่ไม่สำเร็จก่อนยานกลับเข้าสู่บรรยากาศ
ในขั้นตอน re-entry ความเร็วสูงทำให้อากาศรอบยานร้อนจัด วัตถุส่วนใหญ่จึงแตกและเผาไหม้ เกิดเป็นแนวแสงยาวคล้ายลูกไฟ NASA คาดว่าส่วนใหญ่ของ Swift จะไหม้หมด แต่ยอมรับว่าส่วนประกอบบางชิ้นอาจรอดจากการกลับเข้าสู่บรรยากาศได้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเศษชิ้นส่วนใดตกในมาเลเซีย
เหตุที่เรื่องนี้กำลังเป็นกระแสในวันที่ 6–7 พฤศจิกายน มีสองชั้นพร้อมกัน ชั้นแรกคือภาพแสงประหลาดที่ผู้คนมองเห็นได้จริงในหลายพื้นที่ ทำให้เกิดคำถามว่าเป็นดาวตก เครื่องบิน หรือวัตถุอวกาศ ชั้นที่สองคือการปิดฉากภารกิจวิทยาศาสตร์ที่ทำงานยาวนานกว่ากำหนดเดิมมากกว่าสิบเท่า NASA ยังเลือกภาพอำลา Swift เป็น Astronomy Picture of the Day วันที่ 6 พฤศจิกายนด้วย
สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือรายงานการพบวัตถุต้องสงสัยจากอินโดนีเซียหรือมาเลเซีย รวมถึงการวิเคราะห์เส้นทางและชิ้นส่วนโดยหน่วยงานอวกาศ หากพบวัตถุโลหะหรือวัสดุผิดปกติ ประชาชนไม่ควรสัมผัส เคลื่อนย้าย หรือเก็บเป็นของที่ระลึก เพราะยังไม่ทราบวัสดุ สารตกค้าง หรือความร้อนภายใน
MOSTI แนะนำให้ผู้พบวัตถุต้องสงสัยในมาเลเซียแจ้งเจ้าหน้าที่หรือสายฉุกเฉิน 999 หรือ BPAngkasa ที่หมายเลข 03-8885 8685 และอีเมล bpadg@mosti.gov.my การยืนยันต้องอาศัยตำแหน่ง เวลา ภาพถ่าย และการตรวจวัสดุ ไม่ใช่รูปร่างเพียงอย่างเดียว
เหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่สัญญาณภัยลึกลับ แต่เป็นภาพที่ประชาชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เห็นช่วงสุดท้ายของเครื่องมือวิทยาศาสตร์ซึ่งช่วยศึกษาการระเบิดรุนแรงที่สุดในจักรวาลมายาวนานเกือบ 22 ปี
แหล่งข้อมูล: - [MOSTI ผ่าน Bernama: ยืนยันรายงานแสงสว่างและยังไม่พบเศษวัตถุในมาเลเซีย](https://web26.bernama.com/en/news.php?id=2631046) - [NASA: Swift กลับเข้าสู่บรรยากาศเหนือสุมาตราเหนือ](https://science.nasa.gov/blogs/swift/2026/11/02/nasas-swift-observatory-to-re-enter-atmosphere/) - [NASA: สรุปมรดกทางวิทยาศาสตร์ของภารกิจ Swift](https://science.nasa.gov/missions/swift/nasas-swift-mission-ends/)



