เวียดนามกลายเป็นประเทศลำดับที่ 78 ที่ลงนามใน Artemis Accords เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2026 ระหว่างงาน Vietnam International Digital Week ที่ฮาลอง จังหวัดกว๋างนิญ โดยรัฐมนตรีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หวู ไฮ กวาน ลงนามในนามรัฐบาลเวียดนาม และเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำเวียดนาม เจนนิเฟอร์ วิกส์ ร่วมเป็นสักขีพยาน ข่าวนี้ถูกพูดถึงกว้างขวางเพราะเป็นก้าวใหม่ของเวียดนามในความร่วมมือด้านอวกาศ แต่ไม่ได้หมายความว่าเวียดนามจะส่งนักบินอวกาศไปดวงจันทร์ทันที
Artemis Accords เป็นชุดหลักการสำหรับการสำรวจและใช้อวกาศพลเรือนอย่างสันติ ปลอดภัย โปร่งใส และรับผิดชอบ สหรัฐฯ กับประเทศผู้ก่อตั้งอีกเจ็ดแห่งเริ่มกรอบนี้ในปี 2020 ภายใต้การทำงานของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และ NASA หลักการครอบคลุมการเปิดเผยข้อมูล การทำให้ระบบของแต่ละประเทศทำงานร่วมกันได้ การช่วยเหลือนักบินอวกาศ การแบ่งปันข้อมูลวิทยาศาสตร์ การหลีกเลี่ยงรบกวนภารกิจของผู้อื่น และการรักษาสถานที่หรือวัตถุที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในอวกาศ
จุดที่ต้องทำความเข้าใจคือ Artemis Accords ไม่ใช่สนธิสัญญาพันธมิตรทางทหาร และไม่ใช่สัญญารับรองที่นั่งบนยานอวกาศ ข้อตกลงเป็นกรอบหลักการที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายแบบสนธิสัญญา โดยยึดโยงกับกฎหมายอวกาศที่มีอยู่ เช่น สนธิสัญญาอวกาศรอบนอกปี 1967 การลงนามจึงแสดงเจตนาร่วมและสร้างภาษากลางสำหรับความร่วมมือ แต่โครงการ ดาวเทียม งบประมาณ หรือภารกิจใดจะเกิดขึ้นจริง ต้องมีข้อตกลงและแผนงานแยกต่างหาก
NASA ระบุว่าเวียดนามเข้าร่วมในจังหวะที่โครงการอวกาศของประเทศกำลังพัฒนา โดยความร่วมมือก่อนหน้านี้มีทั้งนวัตกรรมดาวเทียม งานวิจัยการใช้ที่ดิน และการสังเกตโลกด้วยเรดาร์ หน่วยงานสหรัฐฯ ยังกล่าวถึงการทำงานกับมหาวิทยาลัยเวียดนาม-เยอรมันในภารกิจ Soil Moisture Active Passive ที่วัดความชื้นผิวดินทั่วโลก รวมถึงการเปิดศูนย์อวกาศแห่งชาติเวียดนามในกรุงฮานอยและการพัฒนาขีดความสามารถดาวเทียมภายในประเทศผ่านโครงการ LOTUSat
ฝั่งเวียดนามอธิบายเป้าหมายไว้ใกล้ตัวกว่าภาพการเดินทางสู่อวกาศ รัฐมนตรีหวู ไฮ กวานกล่าวว่า เวียดนามต้องการเพิ่มความพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีและข้อมูลอวกาศ แล้วนำข้อมูลไปใช้กับการบริหารทรัพยากรธรรมชาติ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการป้องกันภัยพิบัติ ประเทศยังตั้งเป้าค่อย ๆ สร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจอวกาศและเพิ่มขีดความสามารถในการกำกับกิจกรรมอวกาศ
เหตุผลที่การสังเกตโลกมีความสำคัญต่อเวียดนามคือประเทศมีชายฝั่งยาว พื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำขนาดใหญ่ และเผชิญพายุ น้ำท่วม ดินถล่ม และการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน ข้อมูลดาวเทียมที่รวดเร็วและแม่นยำช่วยติดตามเมฆฝน ระดับน้ำ ความชื้นดิน การกัดเซาะชายฝั่ง และความเสียหายหลังภัยพิบัติได้ การเข้าร่วมกรอบความร่วมมือจึงอาจสร้างประโยชน์จากการแบ่งปันข้อมูลและมาตรฐาน มากกว่าภาพฝันเรื่องการเดินทางไปดาวอังคารในระยะใกล้
การลงนามยังขยายความสัมพันธ์ยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างสหรัฐฯ กับเวียดนามไปสู่สาขาใหม่ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มองว่าอวกาศเป็นพื้นที่ต่อยอดจากความร่วมมือที่มีอยู่ด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การบังคับใช้กฎหมาย และการแก้ผลกระทบจากสงคราม แต่การใช้ถ้อยคำเชิงยุทธศาสตร์ไม่ควรถูกตีความว่าประเทศผู้ลงนามทั้งหมดมีนโยบายต่างประเทศหรือความมั่นคงเหมือนกัน เพราะแต่ละประเทศยังตัดสินใจโครงการอวกาศตามผลประโยชน์และกฎหมายของตนเอง
สิ่งที่ทำให้ข่าวนี้กำลังเป็นกระแสอีกด้านคือจำนวนผู้ลงนามเพิ่มเร็ว จากแปดประเทศผู้ก่อตั้งในปี 2020 เป็น 78 ประเทศในปี 2026 การขยายตัวทำให้ Artemis Accords มีน้ำหนักเชิงบรรทัดฐานมากขึ้น แต่ก็เพิ่มคำถามว่าหลักการจะถูกนำไปใช้สม่ำเสมอเพียงใด โดยเฉพาะเรื่องการใช้ทรัพยากรอวกาศ การประสานพื้นที่ปฏิบัติการ และการป้องกันความขัดแย้งเมื่อภารกิจบนดวงจันทร์เพิ่มขึ้น
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้มีสามเรื่อง หนึ่ง เวียดนามจะประกาศโครงการร่วมกับ NASA หรือประเทศผู้ลงนามอื่นในด้านใด สอง โครงการ LOTUSat และศูนย์อวกาศแห่งชาติจะเดินหน้าเชื่อมกับการจัดการภัยพิบัติอย่างไร และสาม เวียดนามจะพัฒนากฎหมายกับหน่วยงานกำกับกิจกรรมอวกาศให้รองรับผู้ประกอบการเอกชนและความร่วมมือระหว่างประเทศได้เมื่อใด การลงนามเปิดประตูทางการทูตและมาตรฐาน แต่ผลลัพธ์จริงจะวัดจากข้อมูล เทคโนโลยี และบริการที่ประชาชนใช้ได้
สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนการแข่งขันและความร่วมมือด้านเศรษฐกิจอวกาศที่เข้าใกล้ชีวิตประจำวันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ต การเกษตรแม่นยำ การพยากรณ์อากาศ หรือเตือนภัย เวียดนามได้เลือกเข้าร่วมชุดหลักการสากลหนึ่งชุดแล้ว ขั้นต่อไปคือการเปลี่ยนคำมั่นให้เป็นขีดความสามารถภายในประเทศ โดยไม่ปล่อยให้คำว่า “Artemis” ทำให้สาธารณชนเข้าใจเกินจริงว่าเที่ยวบินดวงจันทร์กำลังจะเกิดขึ้นในทันที



