เวียดนามกำหนดทิศทางใหม่ของทุนรัฐในธนาคารขนาดใหญ่ไปจนถึงปี 2030 โดยรัฐบาลจะยังถือหุ้นอย่างน้อย 65% ใน BIDV, Vietcombank และ VietinBank ส่วน Agribank จะยังคงเป็นธนาคารที่รัฐถือหุ้น 100% ตามแผนปรับโครงสร้างทุนของรัฐฉบับล่าสุด เรื่องนี้กำลังได้รับความสนใจเพราะตัวเลข 65% ไม่ได้แปลว่าเวียดนามกำลังถอนรัฐออกจากระบบธนาคาร ตรงกันข้าม มันกำหนด “พื้นขั้นต่ำ” ที่ยังรักษาอำนาจควบคุมไว้ ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้แต่ละธนาคารปรับทุนต่างกันตามฐานที่มีอยู่

ต้นทางของข่าวคือมติหมายเลข 2054/QĐ-TTg ลงวันที่ 27 ตุลาคม 2026 ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี Nguyễn Văn Thắng ลงนามอนุมัติแผนปรับโครงสร้างทุนรัฐในกิจการช่วงปี 2026–2030 เอกสารทางการระบุว่ากระทรวงการคลังและธนาคารกลางเวียดนามมีหน้าที่เลือกจังหวะและรูปแบบดำเนินการให้ถูกกฎหมาย และต้องทำแผนให้แล้วเสร็จภายในกรอบที่กำหนด หน่วยงานเจ้าของทุนต้องรายงานความคืบหน้าประจำปีก่อนวันที่ 31 มกราคม หากทำไม่ได้ตามสัดส่วนหรือกำหนดเวลา ต้องชี้แจงสาเหตุและความรับผิดชอบ

จุดที่น่าสนใจคือธนาคารทั้งสามเริ่มต้นไม่เท่ากัน ปัจจุบันรัฐถือหุ้น 76.73% ใน BIDV และ 74.80% ใน Vietcombank จึงมีช่องทางลดสัดส่วนลงได้ โดยยังต้องไม่ต่ำกว่า 65% ภายในปี 2030 ส่วน VietinBank อยู่ที่ประมาณ 64.46% ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ใหม่เล็กน้อย ดังนั้นทิศทางของธนาคารนี้กลับกัน คือรัฐต้องเพิ่มสัดส่วนให้แตะ 65% ไม่ใช่ลดลง Reuters ระบุด้วยว่าแผนยังไม่ได้บอกกลไกว่าจะใช้การขายหุ้น การออกหุ้นเพิ่มทุน หรือวิธีใดในการไปถึงระดับเป้าหมาย

คำว่า “อย่างน้อย 65%” จึงสำคัญกว่าการอ่านตัวเลขแบบจุดเดียว สำหรับ BIDV และ Vietcombank มันเป็นเพดานล่าง ไม่ใช่คำสั่งว่าต้องลดให้เหลือ 65% พอดี หน่วยงานกำกับยังเลือกคงสัดส่วนสูงกว่านั้นได้ตามสภาพตลาดและความต้องการเงินทุน ขณะที่ VietinBank ต้องหาวิธีเพิ่มสัดส่วนของรัฐเพียงเล็กน้อย แต่รายละเอียดว่ารัฐจะใส่เงินใหม่ ซื้อหุ้น หรือจัดโครงสร้างผ่านหน่วยงานอื่นยังต้องรอประกาศต่อไป

แผนนี้ไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะธนาคาร รายงานของรัฐบาลเวียดนามระบุรายชื่อกิจการของรัฐและกิจการที่มีทุนรัฐรวม 21 แห่ง โดย 15 แห่งจะคงสัดส่วนทุนรัฐเดิม และอีก 6 แห่งเข้าสู่กระบวนการจัดระเบียบหรือปรับโครงสร้าง ในกลุ่มที่รัฐยังถือ 100% มีบริษัทโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสำคัญ เช่น EVN, PVN, TKV, VNPT รวมถึง Agribank ส่วนกิจการบางแห่งอย่าง Vietnam Maritime Corporation และ Vietnam Airlines อยู่ในแผนที่กำหนดสัดส่วนตามบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของแต่ละอุตสาหกรรม

เหตุผลที่เรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่คือธนาคารรัฐเวียดนามมีบทบาททั้งในฐานะแหล่งสินเชื่อหลักและเครื่องมือส่งผ่านนโยบายเศรษฐกิจ การคงเสียงควบคุมของรัฐช่วยให้รัฐบาลรักษาอิทธิพลต่อทิศทางสินเชื่อและเสถียรภาพระบบ แต่การเปิดพื้นที่เหนือเส้น 65% อาจเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนจากตลาดหรือดึงผู้ลงทุนรายอื่นเข้ามาได้ โดยไม่เสียอำนาจชี้ขาดในกิจการที่ถูกจัดเป็นยุทธศาสตร์

อย่างไรก็ดี แผนไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการแปรรูปครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นทันที วันที่ปี 2030 เป็นเส้นตายของกระบวนการ และเอกสารมอบอำนาจให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเลือกเวลาและวิธีดำเนินการ นั่นหมายความว่าผลต่อราคาหุ้น จำนวนหุ้นหมุนเวียน หรือเงินทุนของแต่ละธนาคารจะขึ้นอยู่กับขั้นตอนเฉพาะที่ยังไม่ประกาศ การเคลื่อนไหวของตลาดในระยะสั้นจึงอาจอาศัยความคาดหวังมากกว่ารายละเอียดธุรกรรมที่ยืนยันแล้ว

สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้มีสามเรื่อง หนึ่ง ธนาคารกลางเวียดนามจะกำหนดวิธีเพิ่มสัดส่วนใน VietinBank อย่างไร สอง BIDV และ Vietcombank จะใช้ช่องว่างเหนือ 65% เพื่อระดมทุนหรือขยายฐานผู้ถือหุ้นหรือไม่ และสาม หน่วยงานเจ้าของทุนจะเปิดเผยตารางเวลาและเงื่อนไขของแต่ละธุรกรรมเมื่อใด คำตอบเหล่านี้จะเป็นตัวแยกว่าแผนปี 2030 เป็นเพียงกรอบกำกับ หรือจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทุนที่ตลาดมองเห็นได้จริง

สำหรับผู้อ่านไทย ประเด็นนี้สะท้อนวิธีที่เวียดนามพยายามประนีประนอมสองเป้าหมาย คือรักษาการควบคุมกิจการยุทธศาสตร์และสร้างความยืดหยุ่นในการหาเงินทุนใหม่ แต่ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ในขณะนี้มีเพียงกรอบสัดส่วน รายชื่อกิจการ และเส้นตาย ยังไม่มีรายละเอียดธุรกรรมรายธนาคาร จึงควรแยก “แผนที่อนุมัติแล้ว” ออกจาก “วิธีดำเนินการที่ยังรอประกาศ” ให้ชัดเจน