ตำรวจสิงคโปร์และกัมพูชาร่วมกับธนาคาร OCBC ติดตามและกู้คืนเงิน 12.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 16.4 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ให้บริษัทปิโตรเคมีในสิงคโปร์ได้ครบ หลังบริษัทถูกหลอกให้โอนเงินไปยังบัญชีในกัมพูชาผ่านกลโกง “Business Email Compromise” หรือ BEC
เหตุการณ์นี้เป็นข่าวเด่นเพราะเงินก้อนใหญ่ถูกกู้คืนได้ภายในเวลาไม่นานหลังผู้เสียหายแจ้งเหตุ และแสดงให้เห็นว่าการประสานงานข้ามประเทศอย่างรวดเร็วสามารถหยุดเส้นทางเงินก่อนถูกย้ายออกไปหลายทอด อย่างไรก็ตาม ทางการยังไม่ได้เปิดเผยชื่อบริษัท ผู้ต้องสงสัย บัญชีธนาคารที่เกี่ยวข้อง หรือข้อมูลการจับกุม
ตาม [แถลงการณ์ของตำรวจสิงคโปร์วันที่ 29 ตุลาคม 2569](https://www.police.gov.sg/Media-Hub/News/2026/10/20261029_usd_12_8_million_recovered_from_business_email_compromise_scam) บริษัทได้รับอีเมลเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ซึ่งดูเหมือนส่งมาจากคู่ค้าทางธุรกิจ โดยแจ้งเปลี่ยนคำสั่งชำระเงินและให้โอนไปยังบัญชีใหม่ แม้พนักงานจะสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างในเอกสาร แต่ผู้หลอกลวงส่งหนังสือมอบอำนาจที่มีลายเซ็นและตราประทับของบริษัทคู่ค้า ทำให้คำสั่งใหม่ดูน่าเชื่อถือขึ้น
วันที่ 13 ตุลาคม บริษัทจึงโอนเงิน 12.8 ล้านดอลลาร์ไปยังบัญชีดังกล่าว ก่อนจะรู้ตัวในวันที่ 26 ตุลาคม เมื่อคู่ค้าตัวจริงแจ้งว่ายังไม่ได้รับเงิน บริษัทจึงเข้าแจ้งความ ตำรวจสิงคโปร์ระบุว่า หน่วย Cyber Command ติดต่อไปยังตำรวจแห่งชาติกัมพูชาทันที และประสานกับ OCBC เพื่อติดตามเส้นทางเงิน จนสามารถกู้คืนได้เต็มจำนวน
[CNA รายงาน](https://www.channelnewsasia.com/singapore/business-email-scam-us128-million-cambodia-petrochemical-6502556) ตรงกับข้อมูลทางการว่า เงินถูกส่งเข้าบัญชีปลอมในกัมพูชา และการกู้คืนเกิดจากความร่วมมือของตำรวจสองประเทศกับสถาบันการเงิน ขณะที่ [สื่อกัมพูชา Kampucheathmey](https://en.kampucheathmey.com/national/1150774/) อ้างคำแถลงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติกัมพูชาว่า เจ้าหน้าที่ประสานกับธนาคารแห่งชาติกัมพูชาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่ออายัดเงินและส่งคืนผู้เสียหาย
BEC ต่างจากอีเมลหลอกทั่วไปตรงที่ผู้ก่อเหตุพยายามสวมรอยเป็นคู่ค้า ผู้บริหาร หรือบุคคลในสายงานการเงิน เพื่อเปลี่ยนเลขบัญชีหรือคำสั่งชำระเงินในจังหวะที่ธุรกิจกำลังมีธุรกรรมจริง เอกสารปลอมอาจใช้ชื่อ ลายเซ็น ตราประทับ และรูปแบบการสื่อสารที่ใกล้เคียงของจริง จึงทำให้แม้พนักงานจะเห็นจุดผิดปกติ ก็ยังอาจถูกโน้มน้าวให้เดินหน้าการโอน
จุดสำคัญของคดีนี้ไม่ใช่เพียงมูลค่าความเสียหาย แต่คือช่วงเวลา บริษัทพบความผิดปกติและแจ้งตำรวจในวันที่ 26 ตุลาคม หลังโอนเงินไป 13 วัน เมื่อได้รับรายงาน ตำรวจและธนาคารจึงต้องเร่งระบุตำแหน่งเงิน อายัดบัญชี และประสานกฎหมายระหว่างประเทศก่อนเงินจะถูกแบ่งหรือแปลงรูปแบบ การกู้คืนเต็มจำนวนจึงถือเป็นผลลัพธ์ที่พบได้ไม่ง่ายในคดีโอนเงินข้ามพรมแดน
ตำรวจสิงคโปร์เชื่อมความร่วมมือครั้งนี้กับ FRONTIER+ ซึ่งเป็นเครือข่ายศูนย์ต่อต้านสแกมจาก 16 เขตอำนาจศาล ใช้สำหรับติดตามและเรียกคืนเงิน แลกเปลี่ยนข่าวกรอง และประสานปฏิบัติการร่วมกัน โมเดลนี้มีความสำคัญต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะเงินจากการหลอกลวงสามารถข้ามประเทศได้ภายในไม่กี่นาที ขณะที่การขอข้อมูลตามกระบวนการปกติอาจใช้เวลานานกว่า
บทเรียนสำหรับธุรกิจมีความชัดเจน ตำรวจแนะนำให้ตรวจสอบการเปลี่ยนบัญชีหรือคำสั่งจ่ายเงินทุกครั้งผ่านช่องทางอื่น โดยโทรหาคู่ค้าด้วยหมายเลขที่ตรวจสอบเอง ไม่ใช้เบอร์โทรหรือข้อมูลติดต่อจากอีเมลฉบับเดียวกัน ควรแบ่งหน้าที่ผู้ขอ ผู้อนุมัติ และผู้โอนเงินออกจากกัน กำหนดการยืนยันซ้ำสำหรับยอดสูง อบรมพนักงานฝ่ายบัญชี และเปิดใช้การยืนยันตัวตนหลายชั้นกับระบบอีเมล
สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือ ทางการกัมพูชาจะเปิดเผยผลสอบสวนผู้ถือบัญชีและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องหรือไม่ รวมถึงจะมีการจับกุมหรือขยายผลไปถึงผู้สร้างเอกสารปลอมและผู้ควบคุมอีเมลอย่างไร ขณะนี้ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้คือเงิน 12.8 ล้านดอลลาร์ถูกติดตามและส่งคืนครบแล้ว แต่รายละเอียดของผู้กระทำผิดยังอยู่ระหว่างการสอบสวน



