ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ผู้ลงโฆษณาแบบชำระเงินบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ที่เข้าถึงผู้ใช้ในประเทศไทยจะต้องผ่านการพิสูจน์และยืนยันตัวตนก่อนเผยแพร่โฆษณา ภายใต้มาตรการที่รัฐบาลเรียกว่า “No ID, No Ads” หรือไม่ยืนยันตัวตน ไม่สามารถลงโฆษณาได้
กฎนี้มีเป้าหมายลดช่องทางที่มิจฉาชีพใช้ซื้อโฆษณาเพื่อเข้าถึงเหยื่อจำนวนมาก โดยเฉพาะโฆษณาหลอกลงทุน ร้านค้าปลอม สินค้าสุขภาพเกินจริง และบัญชีแอบอ้างบุคคลหรือหน่วยงานสำคัญ เมื่อแพลตฟอร์มมีข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ เจ้าหน้าที่จะตามหาผู้เกี่ยวข้องได้เร็วขึ้นหากเกิดความเสียหาย
สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจให้ถูกคือ มาตรการไม่ได้บังคับให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียทุกคนสแกนหน้าหรือยืนยันตัวตน และไม่ได้ครอบคลุมโพสต์ทั่วไปที่ไม่เสียเงินซื้อโฆษณา เป้าหมายหลักคือผู้ที่ชำระเงินเพื่อเผยแพร่โฆษณาไปยังกลุ่มผู้ใช้ในไทย รวมถึงผู้ลงโฆษณาจากต่างประเทศด้วย
ประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เรื่องมาตรการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสำหรับผู้ใช้บริการสื่อสังคมออนไลน์ ฉบับที่ 2 เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 และกำหนดเวลา 180 วันก่อนมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 พฤศจิกายน กฎจึงไม่ใช่มาตรการที่ประกาศกะทันหันในช่วงปลายเดือนตุลาคม แต่การย้ำเตือนล่าสุดเกิดขึ้นเพราะใกล้ถึงวันเริ่มบังคับใช้จริง
ผู้ลงโฆษณาอาจต้องใช้บัตรประชาชน หนังสือเดินทาง หรือเอกสารรับรองนิติบุคคล พร้อมกระบวนการยืนยันว่าเป็นเจ้าของเอกสารจริง เช่น การเปรียบเทียบใบหน้า หรือใช้ระบบยืนยันตัวตนดิจิทัลที่ได้มาตรฐาน วิธีดำเนินการอาจแตกต่างกันตามระบบของแต่ละแพลตฟอร์ม ตราบใดที่ได้มาตรฐานตามกฎหมาย
ในกรณีที่ผู้ลงโฆษณาได้รับการพิสูจน์ตัวตนแล้วภายในหนึ่งปี แพลตฟอร์มไม่จำเป็นต้องทำกระบวนการใหม่ทุกครั้งที่ยิงโฆษณา นอกจากนี้ ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลที่จำเป็นต่อการระบุตัวผู้ลงโฆษณา ตั้งแต่เริ่มให้บริการและต่อเนื่องอย่างน้อย 90 วันหลังการโฆษณาสิ้นสุด หากมีบุคคลอื่นเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา แพลตฟอร์มต้องเก็บข้อมูลผู้ชำระเงินด้วย
รัฐบาลชี้แจงว่า หลักเกณฑ์ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง แต่ใช้กับผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ที่เข้าเงื่อนไขทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มขนาดใหญ่หรือรายอื่นที่ให้บริการโฆษณาเข้าถึงผู้ใช้ในประเทศไทย ผู้ลงโฆษณาต่างชาติไม่จำเป็นต้องเดินทางมาประเทศไทย เพราะแพลตฟอร์มสามารถตรวจเอกสารจากหน่วยงานรัฐต่างประเทศหรือใช้ระบบดิจิทัลตามมาตรฐานได้
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมระบุว่า Meta เตรียมปฏิบัติตามประกาศ และจะทำงานร่วมกับกระทรวงกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA เพื่อช่วยสื่อสารกับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่อาจยังไม่ทราบขั้นตอนการยืนยันตัวตน รัฐบาลย้ำว่าเป้าหมายคือเพิ่มความปลอดภัย ไม่ใช่สร้างภาระเกินจำเป็นแก่ธุรกิจสุจริต
เหตุที่มาตรการนี้เป็นกระแสในช่วงนี้ เพราะร้านค้าออนไลน์ เอเจนซี และผู้ทำโฆษณาเหลือเวลาเตรียมตัวเพียงไม่กี่วัน หากบัญชียังไม่ผ่านการตรวจ อาจไม่สามารถเผยแพร่โฆษณาใหม่ตามกำหนดได้ ผู้ประกอบการจึงควรตรวจศูนย์บัญชีโฆษณา อีเมลแจ้งเตือน ชื่อผู้ชำระเงิน และเอกสารบริษัทให้ตรงกัน รวมถึงระวังลิงก์ปลอมที่อ้างว่าช่วยยืนยันตัวตน
ในมุมผู้บริโภค การเห็นว่าโฆษณามาจากบัญชีที่ผ่านการยืนยันไม่ได้แปลว่าเนื้อหา สินค้า หรือผลตอบแทนที่โฆษณานั้นได้รับการรับรองจากรัฐ ผู้ซื้อยังต้องตรวจชื่อร้าน เลขทะเบียนบริษัท ช่องทางชำระเงิน และคำกล่าวอ้างก่อนโอนเงิน มาตรการนี้ช่วยเพิ่มร่องรอยสำหรับตรวจสอบ แต่ไม่ได้ขจัดการหลอกลวงทั้งหมด
สิ่งที่ต้องติดตามหลังวันที่ 1 พฤศจิกายนคือ จำนวนบัญชีที่ผ่านการยืนยัน ปริมาณโฆษณาหลอกลวงที่ถูกร้องเรียน ความเร็วในการถอดโฆษณามีปัญหา และความสามารถในการติดตามผู้เกี่ยวข้อง รัฐบาลระบุว่าจะประเมินผลจากความเสียหายที่ลดลงและประสิทธิภาพการตรวจสอบ มากกว่าดูเพียงยอดผู้ลงโฆษณาที่ส่งเอกสารสำเร็จ



