ตัวเลขการค้าต่างประเทศของไทยเดือนกันยายน 2569 สร้างสถิติพร้อมกันทั้งสองด้าน การส่งออกมีมูลค่า 38,438.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 24.0% จากปีก่อน และทำสถิติรายเดือนสูงสุด ขณะที่การนำเข้าพุ่งแรงกว่าถึง 50.4% เป็น 44,295.6 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 5,856.6 ล้านดอลลาร์ในเดือนเดียว

ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าการส่งออกขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 27 หากตัดสินค้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัยออก การส่งออกยังโต 28.2% แสดงว่าแรงขับไม่ได้มาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์หรือรายการพิเศษเพียงอย่างเดียว แต่มีฐานสำคัญจากสินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อมกับการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์และดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก

ตัวอย่างสินค้าที่ขยายตัวสูงตามการวิเคราะห์ของ SCB EIC ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า อุปกรณ์และส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ รวมถึงโทรศัพท์และอุปกรณ์สื่อสาร ตลาดเอเชียมีบทบาทเด่น โดยความต้องการจากอาเซียน ฮ่องกง และจีนช่วยหนุนการเติบโต ขณะเดียวกันตลาดหลักอื่นก็ขยายตัว เช่น สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น

อย่างไรก็ดี คำว่า “ส่งออกทำสถิติ” ไม่ได้แปลว่าไทยเกินดุลหรือรายได้สุทธิจากการค้าจะเพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน เพราะการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมจำนวนมากต้องนำเข้าวัตถุดิบ ชิ้นส่วน เครื่องจักร และเชื้อเพลิงก่อน กระทรวงพาณิชย์อธิบายว่าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป รวมกับสินค้าทุน มีสัดส่วนราว 75% ของการนำเข้า จึงมีส่วนรองรับการผลิตเพื่อส่งออกในอนาคต แต่ในระยะสั้นยอดนำเข้าที่โตเร็วกว่าย่อมกดดุลการค้า

เมื่อรวมเก้าเดือนแรกของปี 2569 ไทยส่งออก 304,588.6 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นประมาณ 19.6% แต่นำเข้า 348,282.5 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 37.8% ทำให้ขาดดุลสะสม 43,693.9 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังได้แรงหนุนจากวัฏจักรเทคโนโลยีโลกจริง แต่ก็ต้องพึ่งพาสินค้านำเข้าในระดับสูง และผลดีอาจกระจุกอยู่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมบางประเภท

ภาพรวมจึงมีสองด้าน ด้านบวกคือไทยได้ประโยชน์จากฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์และอุปสงค์ฮาร์ดแวร์ AI ซึ่งกำลังเร่งการลงทุนทั่วโลก อีกทั้งสินค้าเกษตรและอาหารบางรายการ เช่น ยางพารา ไก่แช่แข็ง อาหารสัตว์เลี้ยง และผลไม้ ยังช่วยเสริมรายได้ส่งออก แต่ข้อมูลอีกชุดสะท้อนว่าภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรรวมในช่วงเก้าเดือนยังเผชิญต้นทุนสูงและการแข่งขันรุนแรง จึงไม่ควรสรุปว่าการเติบโตกระจายถึงผู้ส่งออกทุกกลุ่มเท่าเทียมกัน

เหตุที่ตัวเลขนี้กำลังถูกจับตา ไม่ใช่เพียงเพราะอัตรา 24% สูง แต่เพราะมันสะท้อนตำแหน่งใหม่ของไทยในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี หากการลงทุน AI ทั่วโลกยังขยายตัว ผู้ผลิตชิ้นส่วนและอิเล็กทรอนิกส์ในไทยอาจได้รับคำสั่งซื้อต่อเนื่อง แต่หากวัฏจักรเทคโนโลยีชะลอ ฐานเปรียบเทียบที่สูงขึ้นในปีหน้าอาจทำให้อัตราเติบโตลดลงอย่างรวดเร็ว

สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้มีสี่เรื่อง ได้แก่ สัดส่วนมูลค่าเพิ่มที่เกิดในประเทศจริง ไม่ใช่เพียงการประกอบจากชิ้นส่วนนำเข้า ความสามารถของผู้ประกอบการไทยและ SME ในการเข้าสู่ห่วงโซ่ AI แนวโน้มขาดดุลการค้าหลังการนำเข้าเครื่องจักรเริ่มเปลี่ยนเป็นกำลังผลิต และความเสี่ยงจากพลังงาน เงินเฟ้อ และภูมิรัฐศาสตร์ กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่าการส่งออกยังมีแรงส่งในช่วงปลายปี แต่สถิติเดือนกันยายนควรถูกอ่านควบคู่กับต้นทุนนำเข้าและการกระจายประโยชน์ จึงจะเห็นภาพเศรษฐกิจจริงครบถ้วน