คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี เป็นการคงดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่ 4 ตามที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดไว้ โดยมีกรรมการหนึ่งคนลาประชุม

เหตุผลสำคัญของมติครั้งนี้คือ เศรษฐกิจไทยกำลังได้แรงส่งจากการส่งออกและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ แต่การฟื้นตัวยังกระจุกอยู่ในธุรกิจและแรงงานบางกลุ่ม ขณะที่การบริโภคของครัวเรือนยังถูกกดดันจากหนี้สูง กำลังซื้อที่เปราะบาง และค่าครองชีพ โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้น้อย

ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.4% ในปี 2569 และ 2.1% ในปี 2570 ตัวเลขปีนี้เพิ่มจากประมาณการเดือนมิถุนายนที่ 2.3% ส่วนปีหน้าเพิ่มจาก 1.8% แม้ภาพรวมดีขึ้นกว่าคาดเดิม แต่ธนาคารกลางย้ำว่าอัตราการเติบโตยังต่ำกว่าศักยภาพ และประโยชน์จากการลงทุนเทคโนโลยียังไม่ได้กระจายทั่วระบบเศรษฐกิจ

ด้านเงินเฟ้อ ธปท.คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะเฉลี่ย 2.1% ในปี 2569 และชะลอลงเป็น 1.3% ในปี 2570 ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานคาดอยู่ที่ 1.2% และ 1.3% ตามลำดับ ความเสี่ยงระยะสั้นมาจากราคาน้ำมัน สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และผลของเอลนีโญ ซึ่งอาจดันต้นทุนพลังงานและอาหารขึ้น ก่อนที่เงินเฟ้อจะกลับมาชะลอจากฐานสูงและอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อน

มตินี้กำลังเป็นที่สนใจเพราะ กนง.ต้องรักษาสมดุลระหว่างสองแรงที่สวนทางกัน ด้านหนึ่ง เศรษฐกิจยังต้องการดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงินและประคองการฟื้นตัว แต่อีกด้านหนึ่ง ราคาพลังงานและความเสี่ยงเงินเฟ้อทำให้การลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมทำได้ยากขึ้น ธปท.จึงเลือกคงอัตราไว้ พร้อมระบุว่านโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายควรทำงานร่วมกับมาตรการช่วยเหลือเฉพาะจุด

ข้อมูลสินเชื่อสะท้อนความไม่สมดุลชัดเจน สินเชื่อรวมเริ่มขยายตัวจากความต้องการของบริษัทขนาดใหญ่ ทั้งเพื่อเงินทุนหมุนเวียนและการลงทุนรอบใหม่ แต่สินเชื่อของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ยังหดตัวในหลายสาขา สถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยกู้แก่ลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง ขณะที่ความสามารถชำระหนี้ของ SMEs และครัวเรือนเปราะบางยังต้องติดตามใกล้ชิด

สำหรับประชาชน การคงดอกเบี้ยนโยบายไม่ได้หมายความว่าดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทจะหยุดนิ่งทันที เพราะอัตราที่ผู้กู้จ่ายจริงขึ้นกับต้นทุนของธนาคาร ความเสี่ยงของลูกค้า ประเภทสินเชื่อ และเงื่อนไขสัญญา อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ยนโยบายเป็นต้นทุนอ้างอิงสำคัญ การไม่ปรับขึ้นช่วยลดแรงกดดันต่อผู้กู้ ขณะที่ผู้ฝากเงินอาจยังไม่เห็นผลตอบแทนเพิ่มขึ้นมากนัก

ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอ่อนค่าตามความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐอาจใช้นโยบายเข้มงวดนานขึ้น รวมทั้งแรงกดดันจากราคาน้ำมัน ธปท.ระบุว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามตลาดโลก แต่ต้นทุนสินเชื่อภาคเอกชนโดยรวมยังค่อนข้างทรงตัวและสอดคล้องกับดอกเบี้ยนโยบาย

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า นักเศรษฐศาสตร์ทั้ง 26 คนในผลสำรวจก่อนประชุมคาดว่า กนง.จะคงดอกเบี้ยที่ 1.00% และส่วนใหญ่เห็นว่าอัตรานี้อาจอยู่ต่อเนื่องถึงสิ้นปี 2570 การตัดสินใจจึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย แต่รายละเอียดประมาณการเศรษฐกิจและคำเตือนเรื่องการฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึงมีความสำคัญต่อทิศทางนโยบายหลังจากนี้

สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือ ราคาน้ำมันจะส่งผ่านไปยังสินค้าและบริการมากเพียงใด เงินเฟ้อพื้นฐานจะขยับตามหรือไม่ สินเชื่อ SMEs จะหยุดหดตัวเมื่อใด และการลงทุนเทคโนโลยีจะสร้างรายได้ให้แรงงานวงกว้างขึ้นหรือยัง การประชุม กนง. ครั้งถัดไปกำหนดวันที่ 23 ธันวาคม 2569 ซึ่งจะเป็นจุดประเมินอีกครั้งว่าดอกเบี้ย 1.00% ยังเหมาะสมกับทั้งการเติบโต เงินเฟ้อ และเสถียรภาพการเงินหรือไม่