คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ หรือ FCC เตรียมลงมติวันที่ 19 พฤศจิกายน 2569 ต่อมาตรการใหม่ที่อาจปิดทางบริษัทโทรคมนาคมจีนจากการเข้าถึงหมายเลขโทรศัพท์สหรัฐฯ โดยตรง ประเด็นนี้กำลังได้รับความสนใจเพราะเชื่อมทั้งการป้องกันสายหลอกลวง ความมั่นคงของโครงข่าย และการแข่งขันในตลาดบริการเสียงผ่านอินเทอร์เน็ต
บริษัทที่ Reuters ระบุว่าอยู่ในขอบเขตข้อเสนอประกอบด้วย China Mobile, China Telecom และ China Unicom รวมถึงผู้ให้บริการแบบ IP-enabled รายอื่นที่เข้าเงื่อนไขด้านความเสี่ยง FCC มองว่าการคุมสิทธิ์เข้าถึงหมายเลขโดยตรงเป็น “แนวป้องกันด่านแรก” ต่อผู้กระทำผิดและสายโทรอัตโนมัติที่ผิดกฎหมาย หรือ illegal robocalls
แต่จุดสำคัญคือ มาตรการนี้ยังเป็นข้อเสนอรอการลงมติ ไม่ใช่คำสั่งห้ามที่มีผลแล้ว ข่าวจึงไม่ควรถูกตีความว่าหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ใช้ทั่วไปถูกยกเลิก หรือว่าการโทรทุกสายระหว่างจีนกับสหรัฐฯ จะหยุดลงทันที สิ่งที่ FCC กำลังพิจารณาคือช่องทางที่ผู้ให้บริการบางประเภทขอหมายเลขจากผู้ดูแลระบบหมายเลขของสหรัฐฯ ได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านผู้ให้บริการโทรคมนาคมตัวกลาง
ระบบเข้าถึงหมายเลขโดยตรงมีความสำคัญต่อผู้ให้บริการ Voice over Internet Protocol หรือ VoIP เพราะช่วยลดต้นทุนและทำให้จัดบริการขั้นสูงได้สะดวกขึ้น ในทางกลับกัน หากผู้ให้บริการที่มีความเสี่ยงเข้าถึงทรัพยากรหมายเลขได้ง่าย หมายเลขเหล่านั้นอาจถูกนำไปใช้กับการปลอมแปลงตัวตน การโทรหลอกลวง หรือกิจกรรมที่ตรวจสอบยาก มาตรการใหม่จึงพยายามเพิ่มการตรวจสอบก่อนให้สิทธิ์และเปิดทางให้เพิกถอนสิทธิ์เมื่อพบความเสี่ยง
รายงานของ Channel NewsAsia ซึ่งอ้างข้อมูลเดียวกับ Reuters ระบุว่า FCC ยังวางแผนจำกัดผู้ให้บริการที่ใช้อุปกรณ์จากบริษัทในบัญชีความเสี่ยงด้านความมั่นคง เช่น Huawei และ ZTE อีกส่วนหนึ่งของมาตรการคือแนวทางห้ามห้องปฏิบัติการของจีนทดสอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับตลาดสหรัฐฯ ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2571 และอาจเพิกถอนสิทธิ์การเข้าถึงหมายเลขของบริษัทจีนที่ถูกประเมินว่ามีความเสี่ยง
ภูมิหลังของเรื่องนี้ย้อนไปได้ไกลกว่าข้อเสนอรอบล่าสุด FCC เคยจำกัด China Mobile, China Telecom และ China Unicom จากการให้บริการโทรคมนาคมระหว่างประเทศในสหรัฐฯ มาแล้ว ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มความกังวลต่อการเข้าถึงข้อมูลโทรคมนาคม โครงสร้างพื้นฐาน และความเสี่ยงจากการจารกรรมทางไซเบอร์
Reuters เชื่อมบรรยากาศด้านความมั่นคงกับเหตุโจมตีไซเบอร์ที่สหรัฐฯ ระบุว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่ม Salt Typhoon ในปี 2567 ซึ่งมีการขโมยบันทึกการโทรและแทรกซึมบริษัทโทรคมนาคมสหรัฐฯ จีนปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการกระทำผิดมาโดยตลอด ประเด็นนี้จึงเป็นทั้งข้อพิพาทด้านเทคนิคและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ใช่เพียงมาตรการสกัดสแปมทั่วไป
เหตุผลที่ข่าวนี้กำลังเป็นกระแสคือ “หมายเลขโทรศัพท์” กลายเป็นทรัพยากรด้านความมั่นคงมากขึ้น การหลอกลวงสมัยใหม่อาศัย VoIP เพื่อโทรจำนวนมาก เปลี่ยนหมายเลขต้นทาง และข้ามพรมแดนได้รวดเร็ว เมื่อหน่วยงานกำกับดูแลพยายามปิดช่องทางตั้งแต่ต้นทาง ผลกระทบจึงอาจไปถึงผู้ให้บริการขายส่ง ระบบโอนย้ายหมายเลข และต้นทุนของธุรกิจเสียงผ่านอินเทอร์เน็ต
อย่างไรก็ตาม การเข้มงวดขึ้นก็มีต้นทุน ผู้ให้บริการที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงอาจต้องส่งข้อมูลความเป็นเจ้าของ แผนความปลอดภัยไซเบอร์ ที่อยู่ทางธุรกิจ และหลักฐานความพร้อมของระบบมากขึ้น หากกฎเขียนกว้างเกินไป อาจลดการแข่งขันหรือทำให้ผู้ให้บริการขนาดเล็กมีต้นทุนปฏิบัติตามสูงขึ้น จึงต้องติดตามรายละเอียดฉบับที่ FCC ลงมติจริง ไม่ใช่ดูเพียงชื่อบริษัทที่ถูกกล่าวถึง
สิ่งที่ควรจับตาต่อไปมีสามเรื่อง หนึ่ง ผลโหวตวันที่ 19 พฤศจิกายนและวันที่กฎมีผล สอง นิยามของผู้ให้บริการหรืออุปกรณ์ที่ถูกถือว่ามีความเสี่ยง และสาม วิธีที่ FCC จะจัดการกับสิทธิ์เดิมและหมายเลขที่ถูกจัดสรรไปแล้ว หากมาตรการผ่าน ผลลัพธ์ที่แท้จริงจะวัดจากการลด robocall และการปิดช่องโหว่ โดยต้องไม่ทำให้ผู้ใช้ปกติหรือธุรกิจสุจริตเสียบริการเกินจำเป็น
แหล่งข้อมูล: [Reuters](https://www.reuters.com/world/asia-pacific/us-plans-ban-chinese-telecom-firms-direct-access-us-phone-numbers-2026-10-30/), [Channel NewsAsia](https://www.channelnewsasia.com/world/us-plans-ban-chinese-telecom-firms-direct-access-phone-numbers-6505891) และ [Federal Regulatory Agenda—นโยบายหมายเลขสำหรับการสื่อสารสมัยใหม่](https://thefederalregister.org/documents/2026-16615/unified-agenda-of-federal-regulatory-and-deregulatory-actions-2026)



