ญี่ปุ่นกำลังผลักดันให้คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงิน (FATF) ถอดเมียนมาออกจากรายชื่อประเทศความเสี่ยงสูงที่ต้องถูกตรวจสอบธุรกรรมอย่างเข้มข้น ท่ามกลางการประชุมใหญ่ของ FATF ที่กรุงปารีสระหว่างวันที่ 28–30 ตุลาคม 2569 ประเด็นนี้ได้รับความสนใจเพราะอาจเปลี่ยนทั้งต้นทุนการทำธุรกรรมระหว่างประเทศของเมียนมาและทิศทางการกลับเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับรัฐบาลที่กองทัพหนุนหลัง
[รอยเตอร์](https://www.reuters.com/world/asia-pacific/japan-pushes-remove-myanmar-global-financial-watchdogs-blacklist-2026-10-30/) รายงานเมื่อ 30 ตุลาคม โดยอ้างเจ้าหน้าที่รัฐบาลญี่ปุ่นระดับสูงและบุคคลที่ทราบเรื่องว่า โตเกียวต้องการให้ FATF ยกเลิกข้อกำหนดที่สมาชิกต้องใช้การตรวจสอบสถานะอย่างเข้มข้นกับธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเมียนมา อีกประเทศใหญ่ในเอเชียอย่างน้อยหนึ่งประเทศก็สนับสนุนแนวทางนี้ แต่ ณ เวลาที่รายงาน ยังไม่มีความชัดเจนว่าที่ประชุมจะเปลี่ยนสถานะของเมียนมาหรือไม่ และการหารือของ FATF เป็นความลับจนกว่าจะประกาศผลอย่างเป็นทางการ
เมียนมาถูกจัดให้อยู่ในรายชื่อ “High-Risk Jurisdictions Subject to a Call for Action” ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2565 หลังไม่สามารถแก้ไขข้อบกพร่องตามแผนงานด้านการป้องกันการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายได้ทันกำหนด รายชื่อนี้มักถูกเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า “บัญชีดำ” แต่สำหรับเมียนมา FATF เรียกร้องให้ใช้มาตรการตรวจสอบธุรกรรมที่เข้มข้นขึ้น ไม่ใช่มาตรการตอบโต้เต็มรูปแบบ
[แถลงการณ์ FATF วันที่ 19 มิถุนายน 2569](https://www.fatf-gafi.org/en/publications/High-risk-and-other-monitored-jurisdictions/call-for-action-june-2026.html) ระบุว่า เมียนมามีความคืบหน้าบางด้าน เช่น การใช้ข้อมูลข่าวกรองทางการเงินในการสืบสวน การสอบสวนคดีฟอกเงินข้ามชาติร่วมกับต่างประเทศ และการอายัดหรือยึดทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม อย่างไรก็ตาม ยังต้องเร่งเพิ่มการวิเคราะห์และส่งต่อข้อมูลของหน่วยข่าวกรองทางการเงิน รวมถึงทำให้การสอบสวนและดำเนินคดีฟอกเงินสอดคล้องกับระดับความเสี่ยง
จุดที่ทำให้การประชุมรอบนี้สำคัญเป็นพิเศษ คือ FATF เคยเตือนว่า หากเมียนมาไม่มีความคืบหน้าเพิ่มเติมภายในเดือนตุลาคม 2569 องค์กรจะพิจารณามาตรการตอบโต้ ขณะเดียวกัน FATF ชี้ว่าเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์และการฉ้อโกงในเมียนมายังคงมีขนาดใหญ่และสร้างความเสี่ยงด้านเงินผิดกฎหมาย แม้ทางการเมียนมาจะตั้งคณะกรรมการปราบปรามการฉ้อโกงและการพนันออนไลน์ ตลอดจนเพิ่มความร่วมมือระดับภูมิภาคแล้วก็ตาม
เหตุผลของฝ่ายญี่ปุ่นตามรายงานรอยเตอร์คือ การผ่อนสถานะจะช่วยให้ภาคธุรกิจทำงานกับเมียนมาได้สะดวกขึ้นและอาจสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ บริษัทญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งยังคงมีฐานธุรกิจในเมียนมา ต่างจากบริษัทตะวันตกหลายแห่งที่ถอนตัวหลังรัฐประหารปี 2564 การผลักดันครั้งนี้จึงถูกจับตาว่าเป็นอีกสัญญาณของความพยายามกลับไปสร้างช่องทางติดต่อกับรัฐบาลเมียนมา
อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้ไม่ได้มีเพียงมิติการค้า เมียนมายังเผชิญสงครามภายใน การผลิตและลำเลียงยาเสพติด และศูนย์หลอกลวงขนาดอุตสาหกรรมในพื้นที่ชายแดน การลดระดับการตรวจสอบเร็วเกินไปอาจเพิ่มความกังวลเรื่องเงินผิดกฎหมาย ส่วนการคงหรือยกระดับมาตรการก็อาจกระทบธุรกรรมที่ชอบด้วยกฎหมาย การส่งเงินกลับบ้าน และความช่วยเหลือมนุษยธรรม FATF จึงย้ำให้ประเทศสมาชิกใช้มาตรการโดยไม่ขัดขวางเงินช่วยเหลือ องค์กรไม่แสวงกำไรที่ถูกกฎหมาย และเงินโอนของประชาชน
สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือผลอย่างเป็นทางการหลังการประชุมใหญ่ FATF สิ้นสุดในวันที่ 30 ตุลาคม ตาม [กำหนดการ FATF Week](https://www.fatf-gafi.org/en/news/fatf-week-october-2026.html) ซึ่งระบุว่าจะมีการแถลงข่าวเวลา 17.00 น. ตามเวลายุโรปกลาง การตัดสินใจว่าจะคงสถานะเดิม ลดระดับ หรือใช้มาตรการที่เข้มขึ้น จะเป็นตัวชี้วัดว่าความคืบหน้าทางเทคนิคของเมียนมาเพียงพอหรือไม่ และแรงผลักดันทางการทูตจากญี่ปุ่นมีน้ำหนักเพียงใด



