ทะเลสาบอินดอว์จีในรัฐกะฉิ่นกลับมาอยู่ในกระแสข่าวของเมียนมาอีกครั้ง หลังผู้แทนเขตผากั้นยกคำถามเรื่องการเร่งปกป้องพื้นที่จากความเสื่อมโทรมที่เชื่อมโยงกับเหมืองทองผิดกฎหมายเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ท่ามกลางความกังวลว่าตะกอนและมลพิษจากลำห้วยต้นน้ำกำลังไหลเข้าสู่ระบบนิเวศน้ำจืดที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Myanmar Digital News รายงานเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2569 ว่า อู เต็ต ไปง์ ทู ผู้แทนเขตผากั้น ตั้งกระทู้ต่อสภาในการประชุมวันที่ 4 พฤศจิกายน ขอให้มีมาตรการอนุรักษ์อย่างทันท่วงที เขาระบุว่าสภาพแวดล้อมรอบทะเลสาบเสียหายจากการทำเหมืองทอง และประชาชนหลายชาติพันธุ์ในพื้นที่ควรร่วมกันปกป้องแหล่งน้ำแห่งนี้ รายงานยังอ้างผลสำรวจภาคสนามขององค์กรติดตามการอนุรักษ์ว่า พบกิจกรรมเหมืองตามต้นน้ำของลำห้วยมองนองและลำห้วยนัมดิง ซึ่งเชื่อมต่อกับเขตสงวนชีวมณฑล

ข้อกล่าวหาเรื่องการจ่ายค่าธรรมเนียมผิดกฎหมายให้กลุ่มติดอาวุธมาจากรายงานของสื่อทางการเมียนมาที่อ้างองค์กรภาคสนาม ยังไม่มีรายละเอียดการสอบสวนหรือคำชี้แจงจากผู้ประกอบการที่ถูกระบุ จึงควรแยกให้ออกจากข้อเท็จจริงด้านสิ่งแวดล้อมที่มีหลักฐานรองรับมานานแล้ว นั่นคือกิจกรรมเหมืองทองในลุ่มน้ำอินดอว์จีเป็นภัยต่อคุณภาพน้ำ ตะกอน และพื้นที่ชุ่มน้ำจริง

ฐานข้อมูลเขตสงวนชีวมณฑลของยูเนสโกระบุว่า อินดอว์จีเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของเมียนมา ตัวทะเลสาบมีพื้นที่ราว 12,000 เฮกตาร์ ส่วนเขตสงวนชีวมณฑลรวมพื้นที่ 133,715 เฮกตาร์ ได้รับการรับรองในปี 2560 ภูมิประเทศประกอบด้วยผืนน้ำเปิด พืชลอยน้ำ ป่าพรุ ทุ่งหญ้าที่น้ำท่วมตามฤดูกาล และป่าดิบชื้นบนเนินเขารอบลุ่มน้ำ ทั้งยังเป็นถิ่นอาศัยของนก ปลา เต่า ไพรเมต และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิดที่อยู่ในภาวะถูกคุกคาม

ความสำคัญของทะเลสาบไม่ได้อยู่ที่ธรรมชาติเท่านั้น ยูเนสโกระบุว่าชุมชนกะฉิ่นและไทแดงพึ่งพาการเกษตรและประมง และมีวัฒนธรรมที่ผูกกับทรัพยากรในลุ่มน้ำ พื้นที่จึงเป็นทั้งบ้าน แหล่งอาหาร และแหล่งรายได้ของประชากรราว 50,000 คน หากตะกอนหรือสารปนเปื้อนสะสม ปัญหาจะไม่หยุดอยู่ที่สัตว์ป่า แต่กระทบความมั่นคงทางอาหาร การประมง นาข้าว และสุขภาพของคนรอบทะเลสาบด้วย

ข้อมูลพื้นที่ชุ่มน้ำแรมซาร์ยืนยันความเสี่ยงในเชิงวิทยาศาสตร์ โดยระบุว่าตะกอนจากเหมืองทองขนาดย่อมทางตะวันตกเฉียงใต้เป็นภัยที่ทำให้ทะเลสาบตื้นเขินอย่างรวดเร็ว และพื้นที่รอบทะเลสาบช่วยสกัดวัสดุที่มีปรอทจากกิจกรรมเหมืองไม่ให้แพร่กระจายไปทั่วก้นทะเลสาบ ประเด็นนี้ทำให้การตรวจคุณภาพน้ำและตะกอนไม่ควรจำกัดเฉพาะจุดทำเหมือง แต่ต้องติดตามลำห้วยที่ไหลลงสู่ทะเลสาบต่อเนื่องตลอดฤดูฝนและฤดูแล้ง

เหตุการณ์ล่าสุดไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว เมื่อเดือนมิถุนายน สื่อท้องถิ่นรายงานว่ามีการใช้รถขุดและเครื่องจักรหนักทำเหมืองตามลำห้วยใกล้เมืองนัมมุน ชาวบ้านกังวลเรื่องน้ำเสีย การสูญเสียพื้นที่เกษตร ลำห้วยแห้ง และความเสี่ยงน้ำท่วม ขณะที่องค์กร Fauna & Flora ซึ่งทำงานอนุรักษ์ในลุ่มน้ำอินดอว์จีระบุภัยหลักหลายด้าน ได้แก่ เหมืองทอง การตัดไม้ การรุกพื้นที่ การประมงไม่ยั่งยืน การจัดการขยะไม่เพียงพอ และสารเคมีการเกษตร

เหตุผลที่ข่าวนี้กำลังถูกจับตา คือการที่ปัญหาจากภาคสนามถูกยกเข้าสู่สภาในช่วงที่เมียนมายังเผชิญความขัดแย้งและข้อจำกัดด้านความปลอดภัย การบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ที่มีผู้ถืออาวุธหลายฝ่ายจึงซับซ้อนกว่าการสั่งปิดเหมืองเพียงครั้งเดียว หากไม่มีการเปิดเผยพิกัดเหมือง จำนวนเครื่องจักร ผลตรวจน้ำ และหน่วยงานผู้รับผิดชอบ การตอบในสภาอาจไม่เปลี่ยนสภาพจริงที่ต้นน้ำ

สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปมีอย่างน้อยสี่เรื่อง ได้แก่ หนึ่ง การตรวจสอบอิสระว่ากิจกรรมเหมืองเกิดในเขตแกนหรือเขตรอบนอกของเขตสงวนมากเพียงใด สอง ผลตรวจสารปรอทและโลหะหนักในน้ำ ตะกอน และสัตว์น้ำ สาม มาตรการหยุดเครื่องจักรและฟื้นฟูลำห้วยโดยไม่ผลักภาระให้ชุมชน และสี่ การคุ้มครองนักอนุรักษ์กับชาวบ้านที่ให้ข้อมูล หากมีเพียงคำมั่นแต่ไม่มีข้อมูลอ่านกลับได้ สถานะยูเนสโกและแรมซาร์ก็ไม่อาจป้องกันทะเลสาบได้ด้วยตัวเอง

แหล่งข้อมูลโดยตรง: - Myanmar Digital News: https://mdn.gov.mm/en/question-raised-hluttaw-preservation-unesco-listed-indawgyi-lake - UNESCO Man and the Biosphere — Indawgyi: https://www.unesco.org/en/mab/indawgyi - Ramsar Sites Information Service: https://rsis.ramsar.org/RISapp/files/RISrep/MM2256RIS_1602_en.pdf - Burma News International: https://www.bnionline.net/en/news/gold-mining-operations-start-near-nammun-town-indawgyi-lake-area