โรงพยาบาลหนองคายเปิด “ศูนย์ผ่าตัดหัวใจ เมตตา สุคโต” อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 เติมบริการชิ้นสำคัญให้การรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือดในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงครบวงจรมากขึ้น เป้าหมายหลักคือช่วยให้ผู้ป่วยวิกฤตในหนองคาย บึงกาฬ และจังหวัดใกล้เคียงเข้าถึงการผ่าตัดได้ใกล้บ้าน ลดการส่งต่อไปยังโรงพยาบาลศักยภาพสูงที่อยู่ไกลออกไป

จุดที่ควรทำความเข้าใจให้ชัดคือ โรงพยาบาลหนองคายไม่ได้เริ่มดูแลผู้ป่วยหัวใจวันนี้เป็นวันแรก ศูนย์โรคหัวใจระยะแรกเปิดบริการที่อาคารสิริปุณโณ ชั้น 2 มาตั้งแต่ปี 2567 มีหออภิบาลผู้ป่วยโรคหัวใจหรือ CCU จำนวน 8 เตียง ห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ และห้องตรวจพิเศษหัวใจ ส่วนที่เพิ่งเปิดเพิ่มคือศูนย์ผ่าตัดหัวใจชั้น 3 ซึ่งทำให้ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องรับการผ่าตัดมีทางเลือกในพื้นที่มากขึ้น

กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ศูนย์แห่งใหม่นี้มีห้องผ่าตัด 4 ห้อง แบ่งเป็นห้องผ่าตัดไฮบริด 1 ห้องและห้องผ่าตัดเฉพาะทาง 3 ห้อง พร้อม ICU สำหรับผู้ป่วยหัวใจและทรวงอก 4 เตียง และห้องพักฟื้นผู้ป่วย 5 เตียง การพัฒนาทั้งศูนย์โรคหัวใจและศูนย์ผ่าตัดหัวใจได้รับงบบริจาครวมกว่า 297 ล้านบาท แบ่งเป็นศูนย์โรคหัวใจ 102 ล้านบาท และศูนย์ผ่าตัดหัวใจ 195 ล้านบาท

เหตุผลที่เรื่องนี้มีความสำคัญกับคนริมโขงอยู่ที่ “เวลา” ผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็ว การเดินทางไกลหรือการรอส่งต่ออาจเพิ่มความเสี่ยง ข้อมูลผลการให้บริการของโรงพยาบาลระบุว่า ห้องสวนหัวใจดำเนินการรวมแล้ว 1,038 ครั้ง ขณะที่ CCU รับผู้ป่วย 238 รายในปี 2567, 770 รายในปี 2568 และ 691 รายในปี 2569 กลุ่มโรคที่พบมากประกอบด้วย NSTEMI, STEMI และภาวะหัวใจล้มเหลว

ในเชิงพื้นที่ โรงพยาบาลหนองคายวางเป้าหมายพัฒนาเป็นโรงพยาบาลศูนย์ลุ่มน้ำโขง รองรับประชาชนในจังหวัดหนองคายมากกว่า 5 แสนคน บึงกาฬมากกว่า 4.24 แสนคน รวมถึงผู้ป่วยจาก สปป.ลาวตามศักยภาพและระบบรับบริการที่เกี่ยวข้อง หนองคายเป็นจังหวัดชายแดนที่มีการเดินทางข้ามแม่น้ำโขงและกิจกรรมเศรษฐกิจเชื่อมโยงกัน การมีบริการโรคหัวใจระดับสูงใกล้ชายแดนจึงมีผลทั้งต่อความมั่นคงด้านสุขภาพของคนไทยและบทบาทการแพทย์ของเมืองชายแดน

ศูนย์แห่งนี้ยังสะท้อนรูปแบบการพัฒนาที่ไม่ได้พึ่งงบประมาณภาครัฐเพียงด้านเดียว กระทรวงสาธารณสุขกล่าวถึงความร่วมมือของบุคลากร ภาครัฐ เครือข่าย และเงินบริจาคจากประชาชน โดยเฉพาะแรงสนับสนุนจากพระราชมงคลวชิรปรีดา หรือหลวงปู่ทุย ฉันทกโร อย่างไรก็ตาม การเปิดอาคารและมีเครื่องมือพร้อมเป็นเพียงจุดเริ่มต้น คุณภาพระยะยาวยังขึ้นกับทีมแพทย์ พยาบาล ระบบเวรฉุกเฉิน เลือดสำรอง การฟื้นฟูหัวใจ และเครือข่ายส่งต่อระหว่างจังหวัด

สิ่งที่ควรจับตาต่อไปมีอย่างน้อยสามเรื่อง เรื่องแรกคือจำนวนการผ่าตัดจริงและผลลัพธ์ด้านความปลอดภัยหลังเปิดบริการเต็มรูปแบบ เรื่องที่สองคือเวลารอและอัตราการส่งต่อผู้ป่วยออกนอกพื้นที่ว่าจะลดลงเพียงใด เรื่องที่สามคือความต่อเนื่องของบุคลากรเฉพาะทาง เพราะศูนย์หัวใจระดับสูงต้องอาศัยทีมหลายสาขาและการฝึกซ้อมระบบฉุกเฉินอย่างสม่ำเสมอ

สำหรับประชาชน ข่าวการเปิดศูนย์ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยทุกคนจะเข้ารับการผ่าตัดได้ทันทีโดยไม่ผ่านการประเมิน การส่งต่อและการรักษายังต้องเป็นไปตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์และเครือข่ายบริการ หากมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก เหงื่อแตก หายใจไม่ออก หรือปวดร้าวไปแขนและกราม ควรโทรสายด่วนฉุกเฉิน 1669 แทนการขับรถไปโรงพยาบาลเอง เพราะเจ้าหน้าที่สามารถประเมินและประสานเส้นทางรักษาที่เหมาะสมได้เร็วกว่า

แหล่งข้อมูล: - [สำนักสารนิเทศ กระทรวงสาธารณสุข](https://pr.moph.go.th/online/index/news/350096) - [รัฐบาลไทย: กำหนดการและการเปิดศูนย์โรคหัวใจ](https://www.thaigov.go.th/th/news/170745) - [กรมประชาสัมพันธ์ เขต 3](https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2438/iid/556747)