แม่น้ำปราจีนบุรีกำลังกลายเป็นประเด็นสิ่งแวดล้อมที่ต้องจับตาอีกครั้ง หลังรัฐบาลเปิดเผยเมื่อ 8 พฤศจิกายน 2569 ว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอยู่ระหว่างศึกษารายละเอียดเพื่อประกอบข้อเสนอให้ลุ่มน้ำแม่น้ำปราจีนบุรีและลำน้ำสาขาเป็น “เขตควบคุมมลพิษ” พร้อมขยายการตรวจคุณภาพน้ำไปถึงแม่น้ำบางปะกง เก็บตัวอย่างตะกอนดินเพื่อตรวจการสะสมของโลหะหนัก และตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษในพื้นที่อย่างเป็นระบบ

จุดสำคัญคือ ขณะนี้ยังเป็นขั้นตอนศึกษาและจัดทำข้อมูล ไม่ใช่การประกาศเขตควบคุมมลพิษแล้ว และยังไม่ควรสรุปว่าโรงงานหรือแหล่งใดเป็นต้นเหตุจนกว่าผลตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจสอบแหล่งกำเนิดจะชัดเจน [ข่าวรัฐบาลไทย](https://www.thaigov.go.th/th/news/171006) ระบุว่า เป้าหมายของมาตรการคือแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและคุ้มครองสุขภาพประชาชนในพื้นที่เชื่อมโยงของลุ่มน้ำ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดต่อเนื่องจากการประชุมคณะกรรมการควบคุมมลพิษ ครั้งที่ 4/2569 เมื่อ 5 พฤศจิกายน ซึ่งรับทราบรายงานน้ำมีลักษณะเป็นสีรุ้งและกรณีปลาตายในบางพื้นที่ รวมถึงข้อกังวลเรื่องน้ำสีดำบริเวณประตูน้ำเพชรเฉลิม หน่วยงานจึงเก็บตัวอย่างน้ำในจุดที่ได้รับแจ้งและพื้นที่ใกล้เคียง พร้อมวางแผนตรวจเพิ่มทั้งแม่น้ำปราจีนบุรีและแม่น้ำบางปะกง

ข้อมูลจาก [กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม](https://yala.mnre.go.th/th/news/detail/261398) ระบุด้วยว่า เครือข่ายรักปราจีนบุรีและผู้ได้รับผลกระทบยื่นหนังสือเมื่อ 4 พฤศจิกายน ขอให้พิจารณาประกาศลุ่มน้ำและลำน้ำสาขาเป็นเขตควบคุมมลพิษตามมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ที่ประชุมจึงมอบหมายให้กรมควบคุมมลพิษ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องศึกษารายละเอียด ก่อนเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติตามขั้นตอน

อีกมิติที่ทำให้เรื่องนี้ได้รับความสนใจคือความเชื่อมโยงกับเหตุปนเปื้อนของเสียอุตสาหกรรมจากน้ำท่วมในจังหวัดปราจีนบุรี ก่อนหน้านี้ [สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 13](https://epo13.pcd.go.th/th/news/detail/193782) รายงานว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมกำหนดจุดตรวจน้ำผิวดินและตะกอนในปราจีนบุรีกับฉะเชิงเทรา และนัดลงพื้นที่เก็บตัวอย่างช่วง 2–5 พฤศจิกายน การตรวจรอบใหม่จึงไม่ได้ดูเฉพาะสภาพน้ำ ณ จุดเดียว แต่พยายามติดตามทั้งแนวลำน้ำ ตะกอน และพื้นที่อุตสาหกรรมใกล้เคียง

เหตุใดเรื่องนี้จึงกำลังเป็นกระแส คำตอบอยู่ที่จังหวะของเหตุการณ์หลายชั้นที่เกิดติดกัน ตั้งแต่ข้อร้องเรียนของชุมชน การยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการ การประชุมคณะกรรมการควบคุมมลพิษ ไปจนถึงการประกาศว่าจะขยายขอบเขตตรวจสอบถึงบางปะกง ซึ่งเป็นระบบแม่น้ำต่อเนื่องกัน ประเด็นจึงขยับจากเหตุผิดปกติเฉพาะจุดไปสู่คำถามใหญ่เรื่องการจัดการลุ่มน้ำและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม

สิ่งที่ต้องจับตาต่อมีอย่างน้อยสามเรื่อง หนึ่ง ผลวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำและตะกอนว่าพบสารใด เกินเกณฑ์หรือไม่ และมีรูปแบบกระจายตัวอย่างไร สอง ผลการตรวจแหล่งกำเนิดมลพิษว่าจะเชื่อมโยงกับจุดผิดปกติได้หรือไม่ โดยต้องอาศัยหลักฐานมากกว่าภาพน้ำหรือกลิ่นที่ประชาชนพบ และสาม ความคืบหน้าของข้อเสนอเขตควบคุมมลพิษ ซึ่งยังต้องผ่านการศึกษารายละเอียดและกระบวนการพิจารณาตามกฎหมาย

ระหว่างรอผลตรวจ ประชาชนในพื้นที่ควรติดตามประกาศจากหน่วยงานราชการและหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือนำน้ำที่มีสี กลิ่น คราบ หรือปลาตายผิดปกติไปใช้โดยตรง หากพบเหตุใหม่ ควรบันทึกวัน เวลา และพิกัดโดยไม่เสี่ยงเข้าใกล้สารต้องสงสัย แล้วแจ้งหน่วยงานท้องถิ่นหรือระบบรับเรื่องร้องเรียนด้านมลพิษ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและเชื่อมโยงข้อมูลกับการเก็บตัวอย่างอย่างเป็นทางการ

บทสรุปของเรื่องนี้ยังไม่ใช่การชี้ตัวผู้ก่อมลพิษ แต่คือการยกระดับการสืบหาข้อเท็จจริงจากรายงานภาคสนามไปสู่การตรวจทั้งลุ่มน้ำ การตัดสินใจที่น่าเชื่อถือจึงต้องรอผลห้องปฏิบัติการ การตรวจแหล่งกำเนิด และการเปิดเผยข้อมูลที่ประชาชนตรวจสอบได้ ขณะเดียวกัน ความเร็วในการแจ้งผลและมาตรการคุ้มครองระหว่างรอคำตอบจะเป็นบททดสอบสำคัญของหน่วยงานรัฐในรอบนี้