วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เป็นวันเริ่มปฏิบัติการตรวจโรงงานรีไซเคิลและโรงงานจัดการของเสียครั้งใหญ่ของรัฐบาล หลังคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์กำหนดให้ทีมปฏิบัติการ 50 ทีมลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานกลุ่มเสี่ยง โดยเน้น 5 จังหวัดอุตสาหกรรม ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ

ข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์ระบุว่า ประเทศไทยมีโรงงานที่ได้รับอนุญาตให้จัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วและจดทะเบียนกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม 3,049 แห่ง ในจำนวนนี้ประมาณ 1,500 แห่งกระจุกตัวอยู่ใน 5 จังหวัดดังกล่าว การตรวจจะให้ความสำคัญกับโรงงานที่มีข้อร้องเรียนก่อน พร้อมตรวจใบอนุญาต ลักษณะการประกอบกิจการ วัตถุดิบที่รับเข้า และกากของเสียภายในโรงงาน

มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนสามระยะ ทั้งการตรวจพื้นที่เสี่ยง การสกัดกั้นการลักลอบนำเข้า และการทบทวนกฎหมาย โดยรัฐบาลกำหนดให้เห็นความชัดเจนของการดำเนินงานภายใน 30 วัน หากพบการกระทำผิด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุว่าจะใช้มาตรการทางปกครองและอาญา รวมถึงการเพิกถอนใบอนุญาต และอาจประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินตรวจสอบทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับการกระทำผิด

เหตุผลที่เรื่องนี้กำลังได้รับความสนใจ ไม่ได้อยู่ที่จำนวนทีมตรวจเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นหลังการตรวจโรงงานแห่งหนึ่งในอำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม เจ้าหน้าที่พบกากอุตสาหกรรมกองอยู่นอกอาคาร มีแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ปะปนกับเศษเปลือกสายไฟรวมกว่า 1,000 ตัน ผลตรวจเบื้องต้นด้วยเครื่อง XRF พบองค์ประกอบโลหะหนักบางชนิดที่เข้าข่ายวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 กรมควบคุมมลพิษจึงเก็บตัวอย่างเพิ่มเติมและแจ้งความกรณีครอบครองวัตถุอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาต ขณะที่ท้องถิ่นสั่งระงับใบอนุญาตกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพไว้ก่อน

สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้มีอย่างน้อยสามประเด็น ประเด็นแรกคือผลตรวจโรงงานที่มีข้อร้องเรียนว่าจะพบการกระทำผิดกี่แห่งและเป็นความผิดประเภทใด ประเด็นที่สองคือการติดตามเส้นทางวัตถุดิบและกากของเสีย ว่ามาจากภายในประเทศหรือเกี่ยวข้องกับการลักลอบนำเข้า และประเด็นที่สามคือการบังคับใช้กฎหมายหลังตรวจพบปัญหา เพราะการสั่งแก้ไขหรือสั่งหยุดกิจการต้องตามมาด้วยการตรวจซ้ำและการฟื้นฟูพื้นที่ ไม่ใช่จบเพียงการออกคำสั่ง

สำหรับประชาชนในพื้นที่อุตสาหกรรม ช่องทางร้องเรียนและหลักฐานจากชุมชนยังมีความสำคัญ เพราะรัฐบาลระบุว่าจะใช้ข้อร้องเรียนเป็นหนึ่งในเกณฑ์จัดลำดับการตรวจ อย่างไรก็ตาม การกล่าวหาสถานประกอบการใดควรอาศัยข้อมูลที่ตรวจสอบได้ และผลทางกฎหมายต้องรอการสอบสวนอย่างเป็นทางการ

ปฏิบัติการครั้งนี้จึงเป็นบททดสอบว่าการบูรณาการหลายหน่วยงานจะเปลี่ยนจากการตรวจเฉพาะเหตุไปสู่ระบบกำกับที่ต่อเนื่องได้หรือไม่ ตัวชี้วัดสำคัญไม่ใช่เพียงจำนวนโรงงานที่เข้าตรวจ แต่รวมถึงการเปิดเผยผล ความรวดเร็วในการดำเนินคดี การป้องกันการย้ายกากของเสียไปพื้นที่อื่น และมาตรการเยียวยาประชาชนกับสิ่งแวดล้อม โดยกรอบรายงานความคืบหน้า 30 วันจะเป็นจุดแรกที่สังคมใช้ประเมินผลของแผนนี้