สำนักงานด้านสาธารณสุขและประมงของไทยออกคำเตือนอีกครั้งเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ว่า “ไข่ปลาอัลลิเกเตอร์การ์” หรือปลาที่คนไทยมักเรียกว่าปลาจระเข้ ไม่ใช่ไข่ปลาที่นำมาทำอาหารได้ แม้เนื้อของปลาชนิดนี้จะรับประทานได้ในบางพื้นที่ แต่ไข่และเนื้อเยื่อรอบรังไข่มีสารพิษตามธรรมชาติที่ทำให้ผู้บริโภคเจ็บป่วยรุนแรงได้
คำเตือนกำลังได้รับความสนใจเพราะปลาอัลลิเกเตอร์การ์เป็นปลาน้ำจืดรูปร่างสะดุดตา ปากยาว ฟันแหลม และมีเกล็ดแข็งคล้ายเกราะ จึงถูกนำมาเลี้ยงเป็นปลาสวยงามในหลายประเทศรวมถึงไทย เมื่อปลาโตจนเกินขนาดตู้หรือบ่อ เจ้าของบางรายอาจปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติ ทำให้ประชาชนมีโอกาสจับได้โดยไม่รู้จักข้อควรระวัง โดยเฉพาะการแยกให้ชัดระหว่าง “เนื้อปลา” กับ “ไข่ปลา”
รายงานของ The Nation ซึ่งเผยแพร่ในวันนี้ อ้างข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมและหน่วยงานด้านสาธารณสุขกับประมงว่า ไข่ปลาอัลลิเกเตอร์การ์มีพิษต่อคนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม พร้อมเตือนว่าไม่ควรทดลองนำไปต้ม ผัด หรือทอด การเห็นไข่ปลาสุกแล้วจึงไม่ใช่หลักประกันว่าปลอดภัย คำแนะนำที่สำคัญที่สุดคือหลีกเลี่ยงการรับประทานโดยสิ้นเชิง ไม่ใช่พยายามหาวิธีปรุงเพื่อลดพิษ
ข้อมูลจากหน่วยงาน Texas Parks and Wildlife Department ของสหรัฐฯ ยืนยันในทิศทางเดียวกันว่า เนื้อปลาอัลลิเกเตอร์การ์มีสีขาว เนื้อแน่น และถูกนำมาบริโภคในบางพื้นที่ แต่ไข่ของมันเป็นพิษและอาจทำให้เจ็บป่วยได้ ข้อมูลนี้ช่วยแก้ความเข้าใจผิดที่สำคัญ เพราะคนที่เคยเห็นหรือเคยกินเนื้อปลาโดยไม่เกิดอาการ อาจคิดว่าไข่ปลาก็รับประทานได้เหมือนไข่ปลาชนิดอื่น ทั้งที่ความเสี่ยงอยู่คนละส่วนของตัวปลา
งานรายงานผู้ป่วยในวารสาร International Journal of Medical Toxicology and Forensic Medicine อธิบายว่า พิษในไข่ปลาการ์เกี่ยวข้องกับสารพิษประเภท ichthyotoxin ผู้ป่วยตัวอย่างเริ่มมีอาการประมาณหนึ่งชั่วโมงหลังรับประทานไข่ปลา โดยมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย และเหงื่อออก งานดังกล่าวระบุว่าการรักษาเป็นการดูแลตามอาการ เพราะยังไม่มียาแก้พิษจำเพาะสำหรับพิษชนิดนี้
อาการที่ควรเฝ้าระวังหลังรับประทานโดยไม่ตั้งใจ ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดเกร็งท้อง ท้องเสีย เวียนศีรษะ เหงื่อออก อ่อนแรง หรือหายใจลำบาก ความรุนแรงแตกต่างกันได้ตามปริมาณที่กิน สุขภาพของผู้บริโภค และเวลาที่เข้ารับการรักษา หากเริ่มมีอาการ ไม่ควรรอดูเองและไม่ควรใช้วิธีพื้นบ้านเพื่อชะลอการไปโรงพยาบาล
สิ่งที่ควรทำคือรีบนำผู้ป่วยไปสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุด พร้อมแจ้งแพทย์อย่างชัดเจนว่าได้รับประทานไข่ปลาอัลลิเกเตอร์การ์ หากยังมีภาพถ่าย ตัวอย่างปลา หรือข้อมูลเวลาที่กิน ควรนำไปประกอบการประเมินโดยไม่สัมผัสหรือชิมเพิ่ม การให้ข้อมูลชนิดปลาและส่วนที่รับประทานอย่างถูกต้องช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ประเมินพิษและติดตามอาการได้รวดเร็วขึ้น
สำหรับผู้ที่จับปลาแปลกถิ่นได้ ควรงดนำไข่หรืออวัยวะที่ไม่รู้จักมาประกอบอาหาร และติดต่อเจ้าหน้าที่ประมงในพื้นที่เพื่อขอคำแนะนำ ไม่ควรปล่อยปลาที่เลี้ยงไว้ลงแม่น้ำ คลอง หรืออ่างเก็บน้ำ เพราะนอกจากความเสี่ยงด้านอาหารแล้ว ปลาต่างถิ่นขนาดใหญ่ยังอาจกระทบสัตว์น้ำพื้นถิ่นและห่วงโซ่อาหาร
เหตุผลที่ข่าวนี้สำคัญกว่าคำเตือนเรื่องอาหารทั่วไป คือรูปลักษณ์ของไข่ปลาอาจทำให้ผู้พบเห็นเข้าใจว่าเหมือนไข่ปลาที่นิยมรับประทาน ขณะเดียวกันกระแสทดลองอาหารแปลกและการแชร์คลิปสั้นอาจทำให้คำเตือนด้านพิษวิทยาถูกมองข้าม หลักง่ายที่สุดคือ ปลาแต่ละชนิดมีส่วนที่กินได้ไม่เหมือนกัน และการปรุงสุกไม่ได้ทำให้อาหารทุกชนิดปลอดภัยเสมอไป
สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือการสื่อสารคำเตือนไปยังผู้เลี้ยงปลาสวยงาม ร้านค้า ชุมชนประมง และผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงการเฝ้าระวังการปล่อยปลาอัลลิเกเตอร์การ์ลงแหล่งน้ำธรรมชาติ การป้องกันที่ต้นทางย่อมปลอดภัยกว่าการรอให้เกิดผู้ป่วยแล้วจึงแก้ไข
แหล่งข้อมูล: [The Nation Thailand](https://www.nationthailand.com/health-wellness/40072607), [Texas Parks and Wildlife Department](https://tpwd.texas.gov/fishboat/fish/management/alligator-gar/edible.phtml) และ [International Journal of Medical Toxicology and Forensic Medicine](https://journals.sbmu.ac.ir/ijmtfm/article/view/31548)



