กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนฉบับที่ 13 เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2569 ให้เฝ้าระวังฝนตกหนักถึงหนักมากในภาคตะวันออกและภาคใต้ต่อเนื่องถึงวันที่ 25 ตุลาคม ขณะที่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนล่าง รวมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนองร่วมกับลมกระโชกแรงบางพื้นที่

คำเตือนครั้งนี้เป็นการปรับข้อมูลจากประกาศก่อนหน้าให้สอดคล้องกับสภาพอากาศล่าสุด โดยช่วงวันที่ 23–25 ตุลาคม จุดเสี่ยงหลักยังอยู่ในภาคตะวันออกและภาคใต้ ซึ่งอาจมีฝนต่อเนื่องและฝนหนักมากเป็นแห่ง ๆ ประชาชนควรระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และน้ำท่วมขัง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน พื้นที่ลุ่มต่ำ และเขตเมืองที่ระบายน้ำได้ช้า

ข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะของกรมชลประทาน ณ วันที่ 22 ตุลาคม ระบุว่า ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมมีจังหวัดที่เคยได้รับผลกระทบจากอุทกภัยรวม 61 จังหวัด ในจำนวนนี้กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว 44 จังหวัด และยังมีพื้นที่ประสบอุทกภัย 17 จังหวัด ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม ราชบุรี นครนายก ปทุมธานี นครปฐม ชลบุรี ฉะเชิงเทรา กาญจนบุรี สิงห์บุรี นครสวรรค์ อ่างทอง อุทัยธานี ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา และสุพรรณบุรี

ตัวเลข 17 จังหวัดไม่ได้หมายความว่าพื้นที่ทั้งจังหวัดจมอยู่ใต้น้ำ แต่หมายถึงยังมีจุดหรือพื้นที่ได้รับผลกระทบที่หน่วยงานต้องติดตามและเร่งระบาย การอ่านตัวเลขอย่างระมัดระวังจึงสำคัญ เพราะสถานการณ์ในแต่ละอำเภอและตำบลแตกต่างกัน และระดับน้ำสามารถเปลี่ยนได้ตามฝนเหนือพื้นที่ การระบายน้ำจากเขื่อน น้ำทะเลหนุน และประสิทธิภาพของทางระบายน้ำ

กรมชลประทานเตรียมเครื่องสูบน้ำในหลายจุด เช่น ติดตั้ง 2 เครื่องที่ตำบลคลองน้อย อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อรองรับฝนภาคใต้ ติดตั้ง 3 เครื่องในตำบลบ้านแก่ง อำเภอเมืองนครสวรรค์ เพื่อระบายน้ำจากบ้านเรือนและพื้นที่เกษตร และติดตั้งอีก 1 เครื่องในตำบลบางป่า อำเภอเมืองราชบุรี เพื่อเร่งนำน้ำท่วมขังลงสู่ลำคลอง นอกจากนี้ยังเร่งซ่อมทางสัญจรชั่วคราวในอำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี

ข้อมูลที่กรมชลประทานเปิดเผยเพิ่มเติมระบุว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีน้ำรวมประมาณ 64,194 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 84% ของความจุ และยังรองรับน้ำได้อีกราว 12,502 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วน 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา ได้แก่ ภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยบำรุงแดน และป่าสักชลสิทธิ์ มีน้ำรวมประมาณ 18,857 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 76% ของความจุ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขภาพรวมระดับประเทศไม่สามารถใช้แทนการประเมินความเสี่ยงรายพื้นที่ได้ เพราะบางลุ่มน้ำอาจมีฝนกระจุกตัวสูงในช่วงเวลาสั้น ๆ

เหตุที่ข่าวนี้ได้รับความสนใจคือฝนระลอกใหม่เข้ามาในขณะที่หลายพื้นที่ยังระบายน้ำเดิมไม่หมด การเพิ่มของฝนแม้เพียงช่วงสั้นอาจทำให้คลองและพื้นที่ลุ่มต่ำรับน้ำได้ช้าลง ขณะเดียวกันภาคใต้กำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องเฝ้าระวังฝนต่อเนื่อง หน่วยงานชลประทานจึงสั่งตรวจระบบระบายน้ำ เตรียมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และเจ้าหน้าที่ตลอดเวลา

สิ่งที่ประชาชนควรทำคือเช็กประกาศกรมอุตุนิยมวิทยาและคำเตือนจากจังหวัดหรืออำเภอเป็นระยะ หลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านจุดน้ำไหลแรงหรือถนนที่มองไม่เห็นพื้นทาง ไม่จอดรถใต้ต้นไม้ใหญ่หรือป้ายที่เสี่ยงจากลมกระโชก ย้ายของและอุปกรณ์ไฟฟ้าขึ้นที่สูงในพื้นที่เคยท่วม และเตรียมยาประจำตัว เอกสารสำคัญ โทรศัพท์สำรอง รวมถึงเบอร์ติดต่อฉุกเฉินไว้ล่วงหน้า

ประเด็นที่ต้องติดตามถึงวันที่ 25 ตุลาคมคือ ตำแหน่งฝนหนักจริงในภาคตะวันออกและภาคใต้ ระดับน้ำในลุ่มน้ำที่ยังมีพื้นที่ท่วม และการปรับแผนระบายน้ำของแต่ละจังหวัด ประชาชนควรยึดข้อมูลจากหน่วยงานทางการที่อัปเดตใกล้เวลาจริง เพราะพายุฝนและกลุ่มเมฆสามารถเปลี่ยนตำแหน่งและความรุนแรงได้เร็วกว่าการพยากรณ์ระยะยาว