รัฐบาลไทยขยับวางกติกากลางสำหรับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ หลังการลงทุนด้านคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 เห็นชอบร่างนโยบายกำกับดูแลกิจการ และเตรียมนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในสัปดาห์ถัดไป

สาระสำคัญคือการกำหนด “มาตรฐานขั้นต่ำ” ที่ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติ ไม่ได้มองเพียงความพร้อมด้านเทคโนโลยี แต่ครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่ ที่ตั้ง การเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าและน้ำ การจัดทำแนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อม หรือ Code of Practice และการสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมให้ประเทศ รัฐบาลยังจะแบ่งดาต้าเซ็นเตอร์เป็น 7 ระดับตามการใช้ไฟฟ้า ตั้งแต่กลุ่มขนาดไม่เกิน 0.5 เมกะวัตต์ ไปจนถึงกลุ่มขนาดตั้งแต่ 200 เมกะวัตต์ขึ้นไป เพื่อให้เงื่อนไขกำกับดูแลสอดคล้องกับขนาดและผลกระทบของแต่ละโครงการ

อีกส่วนที่น่าจับตาคือระบบ Data Center One Stop Service หรือ DC-OSS ซึ่งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจะเป็นหน่วยงานหลัก ระบบนี้มีหน้าที่รับคำขอ เชื่อมข้อมูลใบอนุญาตจากหน่วยงานต่าง ๆ คัดกรองข้อเสนอโครงการล่วงหน้า และติดตามผลหลังอนุมัติ ข้อมูลจะถูกรวบรวมใน Dashboard TH-DC เพื่อให้เห็นภาพรวมการอนุมัติและสถานะโครงการได้เป็นระบบมากขึ้น เบื้องต้นรัฐบาลระบุว่าจะเปิดรับข้อเสนอการลงทุนเป็นรอบ และใช้การนำเสนอโครงการต่อคณะกรรมการเป็นส่วนหนึ่งของการคัดเลือก

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเพิ่มเติมว่า การกำหนดกติกาครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางจำนวนผู้สนใจลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยมีผู้ประกอบการที่เป็นไปได้มากกว่า 100 ราย ขณะที่ข้อมูล ณ เดือนกุมภาพันธ์ระบุว่าไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์ 42 แห่ง คิดเป็นภาระโหลดไอทีรวมประมาณ 3,400 เมกะวัตต์ และมูลค่าการลงทุนราว 750,000 ล้านบาท เกณฑ์ใหม่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องอำนวยความสะดวกแก่การลงทุน แต่เป็นความพยายามจัดสมดุลระหว่างการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลกับข้อจำกัดด้านไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน ความปลอดภัย และผลกระทบต่อชุมชน

เหตุที่ประเด็นนี้กำลังเป็นกระแส เพราะดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของบริการคลาวด์และ AI แต่ก็ใช้พลังงานและน้ำในปริมาณมาก การลงทุนที่ขยายเร็วโดยไม่มีมาตรฐานร่วมอาจทำให้แต่ละหน่วยงานประเมินโครงการด้วยข้อมูลคนละชุด หรือเกิดความไม่ชัดเจนต่อผู้ลงทุนและประชาชน ร่างนโยบายจึงพยายามสร้างจุดตรวจเดียว พร้อมบังคับให้โครงการอธิบายทั้งความพร้อมของโครงข่ายและผลประโยชน์ที่ไทยจะได้รับ

แนวทางนี้สอดคล้องกับการปรับเงื่อนไขส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ซึ่งก่อนหน้านี้กำหนดให้โครงการต้องมีมาตรฐานการก่อสร้างและบริการ มีตัวชี้วัดประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้า จัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และเสนอแผนพัฒนาบุคลากร วิจัย หรือเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในประเทศ บีโอไอยังเพิ่มเงื่อนไขให้บุคลากรไทยมีสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ในตำแหน่งผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญภายใน 3 ปีสำหรับโครงการที่รับการส่งเสริมตามเกณฑ์ใหม่

สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้มีอย่างน้อยสามเรื่อง หนึ่ง คณะรัฐมนตรีจะเห็นชอบร่างนโยบายทั้งหมดหรือปรับรายละเอียดใด สอง เกณฑ์ปฏิบัติจริงของแต่ละระดับจะกำหนดภาระด้านไฟฟ้า น้ำ เชื้อเพลิงสำรอง และสิ่งแวดล้อมเข้มเพียงใด และสาม ผู้ประกอบการเดิมจะได้รับช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านอย่างไร รอยเตอร์ระบุว่าผู้ประกอบการเดิมอาจมีเวลาหนึ่งปีเพื่อปรับตัว ส่วนการรับคำขอโครงการใหม่คาดว่าจะเริ่มในช่วงต้นปี 2570 หลังผ่านกระบวนการพิจารณา

สำหรับประชาชน ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงจำนวนเงินลงทุน แต่คือการเปิดเผยข้อมูลว่าดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละแห่งใช้ทรัพยากรเท่าใด อยู่ในพื้นที่เหมาะสมหรือไม่ และสร้างงานหรือถ่ายทอดทักษะให้คนไทยจริงเพียงใด หาก Dashboard TH-DC เปิดเผยข้อมูลได้เพียงพอและตรวจสอบได้ ก็จะช่วยให้การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของไทยเติบโตบนฐานที่โปร่งใสและรับผิดชอบมากขึ้น