ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2569 ไทยเริ่มใช้หลักเกณฑ์ใหม่ในการคำนวณราคาน้ำมันสำเร็จรูป ณ โรงกลั่น โดยกระทรวงพลังงานนำค่าใช้จ่ายสมมุติบางรายการออกจากสูตรที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2547 กระทรวงประเมินว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้ราคา ณ โรงกลั่นลดลง 0.0875–0.3548 บาทต่อลิตร หรือคิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 29.70 ล้านบาทต่อวัน และ 10,839 ล้านบาทต่อปี

จุดสำคัญคือ ตัวเลขดังกล่าวเป็นการลด “ต้นทุนในสูตรราคา ณ โรงกลั่น” ไม่ใช่ประกาศลดราคาขายปลีกหน้าปั๊มทุกชนิดในอัตราเดียวกันทันที ราคาที่ผู้ขับรถจ่ายจริงยังประกอบด้วยราคาหน้าโรงกลั่น ภาษีหลายประเภท เงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าการตลาด และปัจจัยตลาดในแต่ละช่วง จึงต้องติดตามการส่งผ่านต้นทุนหลังหลักเกณฑ์ใหม่เริ่มใช้จริง

ตามคำอธิบายของกระทรวงพลังงาน ราคาน้ำมันสำเร็จรูป ณ โรงกลั่นของไทยอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ แล้วเดิมมีการบวกค่าใช้จ่ายเสมือนว่าน้ำมันถูกขนส่งทางเรือจากสิงคโปร์มายังประเทศไทย ทั้งค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และการสูญเสียระหว่างขนส่ง แม้น้ำมันส่วนใหญ่จะกลั่นในประเทศ หลักเกณฑ์ใหม่จึงถอดรายการสมมุติเหล่านี้ออก พร้อมปรับค่าสำรองน้ำมันให้สอดคล้องกับปริมาณที่เกิดขึ้นจริงมากขึ้น

น้ำมันแต่ละชนิดได้ผลต่างไม่เท่ากัน กระทรวงระบุว่าดีเซล B7 มีการลดราคา ณ โรงกลั่น 0.3548 บาทต่อลิตร และเมื่อคูณกับปริมาณใช้ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 6,795 ล้านบาทต่อปี ส่วนแก๊สโซฮอล์ 95 ลดลง 0.3203 บาทต่อลิตร คิดเป็นประมาณ 2,115 ล้านบาทต่อปี น้ำมันประเภทอื่นอยู่ในช่วงลดลงตั้งแต่ 0.0875 บาทต่อลิตรขึ้นไป

เหตุที่เรื่องนี้กำลังเป็นกระแสคือคำว่า “ต้นทุนทิพย์” ทำให้หลายคนเข้าใจว่าราคาหน้าปั๊มควรลดลงทันทีเท่าตัวเลขสูงสุด 35 สตางค์ต่อลิตร แต่สิ่งที่เปลี่ยนในวันนี้เป็นเพียงหนึ่งชั้นของโครงสร้างราคา หากราคาน้ำมันสำเร็จรูปอ้างอิงในภูมิภาค ค่าเงินบาท ภาษี กองทุน หรือค่าการตลาดขยับในทิศทางตรงข้าม ผลที่เห็นหน้าปั๊มอาจน้อยกว่า หรือเกิดคนละเวลา

หลักการอ้างอิงตลาดสิงคโปร์เองไม่ได้ถูกยกเลิกทั้งหมด เพราะสิงคโปร์ยังเป็นตลาดอ้างอิงสำคัญของน้ำมันสำเร็จรูปในภูมิภาค สิ่งที่ถูกนำออกคือค่าใช้จ่ายสมมุติจากการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปในส่วนที่กระทรวงเห็นว่าไม่ได้เกิดขึ้นจริงกับน้ำมันที่กลั่นในประเทศ ประเด็นนี้จึงต่างจากการกำหนดราคาโดยไม่อิงตลาดโลก ซึ่งยังคงผันผวนตามต้นทุนน้ำมันดิบและสถานการณ์ระหว่างประเทศ

การปรับสูตรครั้งนี้ยังต่างจากมาตรการลดราคาเฉพาะหน้า เช่น การใช้กองทุนน้ำมันหรือคำสั่งลดราคาดีเซล ณ โรงกลั่นเป็นช่วงเวลา กระทรวงพลังงานระบุว่าการถอดค่าใช้จ่ายสมมุติเป็นการแก้โครงสร้างระยะยาว ขณะที่มาตรการดีเซลอื่นอาจมีวันเริ่มและวันสิ้นสุดเฉพาะ จึงไม่ควรนำตัวเลขจากหลายมาตรการมาบวกกันแล้วสรุปเป็นราคาลดหน้าปั๊มโดยอัตโนมัติ

สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้มีสามเรื่อง หนึ่ง ราคาขายปลีกของน้ำมันแต่ละชนิดจะสะท้อนต้นทุนที่ลดลงมากน้อยและรวดเร็วเพียงใด สอง หน่วยงานรัฐจะเผยแพร่รายละเอียดสูตรและข้อมูลตรวจสอบได้เพียงพอหรือไม่ และสาม ค่าการตลาดกับเงินกองทุนจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรหลังราคา ณ โรงกลั่นลดลง

สำหรับประชาชน ผลประโยชน์ที่แท้จริงควรวัดจากราคาขายปลีกและค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงในระยะต่อไป ไม่ใช่เพียงมูลค่า 10,839 ล้านบาทที่คำนวณจากสูตรและปริมาณใช้ทั้งปี การเริ่มใช้หลักเกณฑ์ใหม่วันนี้เป็นก้าวสำคัญด้านความโปร่งใสของโครงสร้างราคา แต่คำตอบว่าผู้ใช้รถประหยัดได้จริงเท่าไร ต้องดูข้อมูลราคาหน้าปั๊มและองค์ประกอบราคาในรอบประกาศถัด ๆ ไป