คำแนะนำให้ทุกบ้านเตรียม “กระเป๋าฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง” กลายเป็นประเด็นที่คนไทยพูดถึงมาก จนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. ต้องชี้แจงว่า นี่คือแนวทางมาตรฐานสำหรับรับมือภัยพิบัติและเหตุไม่คาดคิด ไม่ใช่สัญญาณว่าจะเกิดสงคราม และไม่ได้หมายความว่าประชาชนต้องรีบกักตุนสินค้า
หลักคิดของ 72 ชั่วโมงคือ หลังเกิดน้ำท่วมฉับพลัน แผ่นดินไหว อาคารถล่ม ไฟฟ้าดับวงกว้าง หรือเหตุที่ต้องอพยพ หน่วยช่วยเหลืออาจยังเข้าถึงทุกครัวเรือนไม่พร้อมกันในช่วงสามวันแรก การมีน้ำ อาหาร ยาประจำตัว เอกสาร และอุปกรณ์สื่อสารพอใช้ชั่วคราวจึงช่วยให้ครอบครัวดูแลตนเองระหว่างรอความช่วยเหลือได้
อธิบดี ปภ.ระบุเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ว่า แนวทางนี้มาจากประสบการณ์ด้านการจัดการภัยพิบัติระหว่างประเทศ และใช้กับภัยหลายรูปแบบ สำหรับประเทศไทยไม่ได้มีความกังวลเรื่องสงครามถึงระดับที่ต้องเร่งสะสมของ หน่วยงานย้ำแนวคิด “ตระหนัก แต่ไม่ตระหนก” ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ระบุว่าได้ประสานผู้ผลิต ห้างค้าส่ง และค้าปลีกให้บริหารสต๊อกและระบบขนส่ง เพื่อไม่ให้สินค้าจำเป็นขาดแคลน
### 6 หมวดของจำเป็น ไม่ใช่การขนบ้านทั้งหลัง
ปภ.แบ่งของในกระเป๋าเป็น 6 หมวด หมวดแรกคือยาและสุขภาพ เช่น ชุดปฐมพยาบาล ยาสามัญ ยาประจำตัว และสำเนาประวัติการรักษาที่จำเป็น หมวดที่สองคืออาหารและน้ำ โดยคำแนะนำระบุน้ำสะอาดประมาณ 3 ลิตรต่อคนต่อวัน รวมถึงอาหารพร้อมกินและอาหารเฉพาะสำหรับเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วย
หมวดที่สามคืออุปกรณ์สื่อสารและเครื่องมือ ได้แก่ โทรศัพท์ พาวเวอร์แบงก์ ไฟฉาย ถ่านสำรอง วิทยุขนาดเล็ก และนกหวีด หมวดที่สี่คือเอกสารกับเงินสด เช่น สำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน บัตรสุขภาพ ข้อมูลบัญชี กุญแจสำรอง และเงินจำนวนพอเหมาะ โดยใส่ซองกันน้ำ หมวดที่ห้าคือของใช้สุขอนามัย และหมวดสุดท้ายคือเสื้อผ้าสำรอง เสื้อกันฝน หมวกหรือผ้าห่มบาง
ตัวเลขน้ำ 3 ลิตรต่อคนต่อวันทำให้เกิดคำถามเรื่องน้ำหนัก เพราะครอบครัวสี่คนจะต้องมีน้ำ 36 ลิตรสำหรับสามวัน ซึ่งหนักเกินกว่าจะใส่เป้ใบเดียวได้ในทางปฏิบัติ วิธีที่เหมาะกว่าคือแยก “กระเป๋าหยิบหนี” ที่สมาชิกยกได้จริงออกจากน้ำและอาหารสำรองในบ้าน พร้อมวางแผนแบ่งสัมภาระตามจำนวนคนและลักษณะภัยในพื้นที่ ไม่ควรใส่ของมากจนไม่มีใครแบกออกจากบ้านได้
### ทำไมจึงเป็นกระแสตอนนี้
คำแนะนำถูกเผยแพร่ในช่วงที่หลายประเทศพูดถึงการเตรียมของจำเป็น 72 ชั่วโมงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ ขณะที่ไทยเองเผชิญน้ำท่วม พายุ และความเสี่ยงแผ่นดินไหวในบางพื้นที่ เมื่อข้อความสั้น ๆ ถูกแชร์โดยตัดบริบท จึงถูกตีความว่าเป็นคำเตือนภัยสงครามหรือสัญญาณของขาดตลาด ปภ.จึงต้องย้ำว่าเป้าหมายคือการเตรียมตัวทั่วไป ไม่ใช่การประกาศภาวะฉุกเฉิน
การเตรียมอย่างมีเหตุผลควรเริ่มจากความเสี่ยงใกล้ตัว เช่น บ้านอยู่ริมแม่น้ำควรเน้นซองกันน้ำ เสื้อชูชีพ และแผนอพยพ ส่วนบ้านที่มีผู้ป่วยควรสำรองยาและข้อมูลการรักษา คนใช้เครื่องช่วยหายใจหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าทางการแพทย์ต้องมีแผนไฟสำรองและเบอร์ติดต่อโรงพยาบาล สำหรับครอบครัวที่มีสัตว์เลี้ยงควรเตรียมน้ำ อาหาร สายจูง และเอกสารวัคซีนแยกไว้ด้วย
### สิ่งที่ต้องตรวจ ไม่ใช่จัดแล้วลืม
กระเป๋าควรอยู่ใกล้ทางออก ทุกคนในบ้านรู้ตำแหน่ง และทดลองยกจริง ตรวจวันหมดอายุของยา อาหารและน้ำเป็นระยะ ชาร์จพาวเวอร์แบงก์ เปลี่ยนถ่านไฟฉาย อัปเดตสำเนาเอกสาร และบันทึกเบอร์ฉุกเฉินบนกระดาษเผื่อโทรศัพท์ใช้งานไม่ได้ หากต้องอพยพจริงให้ติดตาม Cell Broadcast ประกาศจังหวัด ปภ. และหน่วยงานท้องถิ่น ไม่อาศัยข้อความส่งต่อที่ไม่ทราบแหล่งที่มา
สิ่งสำคัญคือกระเป๋าฉุกเฉินไม่ได้รับประกันความปลอดภัยด้วยตัวมันเอง แผนอพยพ จุดนัดพบ เส้นทางสำรอง และการช่วยเหลือคนเปราะบางมีความสำคัญเท่ากัน การเตรียมของพอประมาณล่วงหน้าช่วยลดความวุ่นวายเมื่อเกิดภัย แต่การซื้อเกินจำเป็นอาจทำให้คนอื่นเข้าถึงของจำเป็นยากขึ้นโดยไม่สร้างความปลอดภัยเพิ่ม
แหล่งข้อมูล: [กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย—คลังข้อมูลสาธารณภัย](https://portal.disaster.go.th/portal/public/ebook.do?ms=1779121867419), [สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเชียงราย](https://chiangrai.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/557435), และ [กรมกิจการผู้สูงอายุ—วิธีจัดกระเป๋าฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง](https://www.dop.go.th/thai/news/1/6564)



