คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 เห็นชอบยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย หรือ LT-LEDS ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 ยกระดับเป้าหมาย “การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์” จากปี 2608 หรือ ค.ศ. 2065 มาเป็นปี 2593 หรือ ค.ศ. 2050 เร็วขึ้น 15 ปี

นี่เป็นการเปลี่ยนกรอบนโยบายระดับประเทศครั้งสำคัญ เพราะเป้าหมายเดิมแยก “ความเป็นกลางทางคาร์บอน” ไว้ในปี 2050 และ “ก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์” ไว้ในปี 2065 ขณะที่แผนใหม่กำหนดให้ก๊าซเรือนกระจกทุกกลุ่มที่อยู่ในขอบเขตแผนต้องไปถึงสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050

อย่างไรก็ตาม มติ ครม. เป็นการรับรองแผนยุทธศาสตร์ ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยลดการปล่อยถึง Net Zero แล้ว ความสำเร็จยังขึ้นกับกฎหมาย งบประมาณ เทคโนโลยี การลงทุน และมาตรการรายสาขาที่ต้องดำเนินต่อเนื่องอีกกว่า 20 ปี

### แผนใหม่ครอบคลุมอะไรบ้าง

กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมระบุว่า LT-LEDS ฉบับใหม่นำทางการลดการปล่อยในห้ากลุ่มหลัก ได้แก่ พลังงานและคมนาคมขนส่ง กระบวนการอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ เกษตร ของเสีย และป่าไม้กับการใช้ที่ดิน

แนวทางสำคัญประกอบด้วยการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าและขนส่งคาร์บอนต่ำ ใช้เทคโนโลยีสะอาดในโรงงาน ลดการใช้ปูนเม็ด เปลี่ยนสารทำความเย็นให้มีศักยภาพก่อโลกร้อนต่ำ ลดการปล่อยจากนาข้าว ปศุสัตว์และของเสีย รวมถึงรักษาและเพิ่มพื้นที่ป่าเพื่อดูดกลับก๊าซเรือนกระจก

แผนยังกล่าวถึงเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน หรือ CCS ซึ่งอาจจำเป็นสำหรับภาคอุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยได้ยาก แต่เทคโนโลยีนี้มีต้นทุนสูงและต้องมีกฎกำกับเรื่องสถานที่กักเก็บ ความปลอดภัย และความรับผิดระยะยาว

### ทำไมข่าวนี้จึงสำคัญตอนนี้

การเห็นชอบเกิดขึ้นก่อนการประชุม COP31 ซึ่งมีกำหนดจัดระหว่างวันที่ 9–20 พฤศจิกายน 2569 ที่เมืองอันตัลยา ประเทศตุรกี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเตรียมส่ง LT-LEDS ฉบับปรับปรุงต่อสำนักเลขาธิการ UNFCCC ก่อนการประชุม เพื่อแสดงเส้นทางระยะยาวของไทยให้สอดคล้องกับความตกลงปารีสและเป้าหมายจำกัดอุณหภูมิโลกที่ 1.5 องศาเซลเซียส

อีกเหตุผลคือแรงกดดันด้านการค้ากำลังเพิ่มขึ้น สินค้าที่มีการปล่อยสูงอาจเผชิญมาตรการคาร์บอนจากคู่ค้า บริษัทส่งออกจึงต้องวัดและลดคาร์บอนในห่วงโซ่การผลิตมากขึ้น เป้าหมายระดับประเทศที่ชัดเจนช่วยให้ภาคธุรกิจวางแผนโรงงาน พลังงาน และเทคโนโลยีได้ แต่หากรายละเอียดนโยบายเปลี่ยนบ่อย การลงทุนก็อาจชะลอ

### เป้าหมายระหว่างทางปี 2578

LT-LEDS เชื่อมกับ NDC 3.0 ของประเทศไทย ซึ่งกำหนดให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิในปี 2578 หรือ ค.ศ. 2035 เหลือไม่เกิน 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ลดลง 47% จากระดับการปล่อยสุทธิในปีฐาน 2019

ตัวเลขปี 2035 สำคัญมาก เพราะอยู่ใกล้กว่าปี 2050 และสามารถใช้ตรวจสอบว่าประเทศไทยเดินตามเส้นทางจริงหรือไม่ หากการปล่อยยังสูงกว่าเป้าหมายช่วงกลาง การเร่งลดในช่วงท้ายจะมีต้นทุนแพงขึ้นและอาจสร้างผลกระทบต่อแรงงานหรือผู้บริโภคมากกว่า

### คนทั่วไปและธุรกิจจะเจออะไร

ในระยะต่อไป นโยบายอาจสะท้อนผ่านแผนไฟฟ้า มาตรฐานประสิทธิภาพพลังงาน ขนส่งสาธารณะ การสนับสนุนรถไฟฟ้า มาตรการลดมีเทนในภาคเกษตร ระบบจัดการขยะ และข้อกำหนดรายงานคาร์บอนของนิติบุคคล

ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีทั้งระบบซื้อขายสิทธิปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภาษีคาร์บอน และกองทุนภูมิอากาศ ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา จึงต้องติดตามว่ากฎหมายฉบับจริงจะกำหนดผู้มีหน้าที่ ต้นทุน และช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านอย่างไร

รัฐบาลเน้นหลัก “การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม” หมายถึงแรงงาน ชุมชน เกษตรกร และธุรกิจขนาดเล็กไม่ควรถูกผลักภาระโดยไม่มีเงินทุน เทคโนโลยี หรือการฝึกทักษะรองรับ ตัวอย่างเช่น เกษตรกรที่ต้องเปลี่ยนวิธีทำนาหรือจัดการปศุสัตว์จำเป็นต้องเห็นผลด้านต้นทุนและรายได้ ไม่ใช่รับเพียงข้อกำหนดเพิ่ม

### สิ่งที่ต้องติดตามต่อ

ประเด็นแรกคือ UNFCCC จะเผยแพร่เอกสาร LT-LEDS ฉบับเต็มเมื่อไร และตัวเลขลดการปล่อยรายสาขาเป็นอย่างไร ประเด็นที่สองคือการปรับแผนพลังงานและงบลงทุนให้สอดคล้องกับ Net Zero 2050 และประเด็นที่สามคือความคืบหน้าร่างกฎหมายภูมิอากาศ ระบบ ETS ภาษีคาร์บอน และกลไกช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ

การขยับเป้าหมายเร็วขึ้น 15 ปีสร้างสัญญาณที่ชัด แต่บทพิสูจน์ไม่ได้อยู่ที่ปีบนเอกสาร อยู่ที่การลดการปล่อยจริงทุกปี พร้อมรักษาความมั่นคงพลังงาน ความสามารถแข่งขัน และความเป็นธรรมต่อประชาชน

แหล่งข้อมูล: [กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม—มติ Net Zero 2050](https://www.dcce.go.th/31503/), [DCCE—รายละเอียดเส้นทาง LT-LEDS](https://www.dcce.go.th/29342/), [รัฐบาลไทย—สรุปมติ ครม. 3 พฤศจิกายน 2569](https://www.thaigov.go.th/th/news/170856)