คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 เห็นชอบร่างหนังสือแสดงเจตจำนงให้ประเทศไทยสมัครเข้าเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบของ Global Cross-Border Privacy Rules หรือ Global CBPR กรอบความร่วมมือที่ออกแบบมาเพื่อให้การส่งข้อมูลส่วนบุคคลข้ามประเทศทำได้อย่างน่าเชื่อถือ ควบคู่กับมาตรฐานคุ้มครองความเป็นส่วนตัวที่ตรวจสอบได้
อย่างไรก็ตาม มตินี้ยังไม่ทำให้ไทยเป็นสมาชิกทันที ขั้นตอนต่อไปคือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ต้องส่งหนังสือแสดงเจตจำนงเข้าสู่กระบวนการพิจารณาเบื้องต้น ก่อนเสนอให้ที่ประชุมสมาชิก Global CBPR หรือ Global Forum Assembly รับรองในเดือนธันวาคม 2569
### Global CBPR คืออะไร
Global CBPR Forum ก่อตั้งขึ้นในปี 2565 โดยประเทศและเขตเศรษฐกิจที่เคยเข้าร่วมระบบ APEC CBPR ได้แก่ ออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เม็กซิโก ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไชนีสไทเป และสหรัฐอเมริกา เป้าหมายคือสร้างระบบรับรององค์กรที่จัดการข้อมูลส่วนบุคคลข้ามพรมแดน ให้ธุรกิจสามารถแสดงได้ว่ามีนโยบาย กระบวนการ และการกำกับดูแลข้อมูลตามหลักความเป็นส่วนตัวร่วมกัน
ระบบนี้ไม่ได้แทนที่กฎหมายคุ้มครองข้อมูลของแต่ละประเทศ แต่ทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมมาตรฐานระหว่างเขตอำนาจที่กฎหมายแตกต่างกัน ในทางปฏิบัติ องค์กรที่ผ่านการรับรองต้องแสดงการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ และอยู่ภายใต้การตรวจสอบของหน่วยงานรับรองและกลไกบังคับใช้ที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์ทางการของ Global CBPR ณ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ยังแสดงรายชื่อสมาชิกโดยไม่มีประเทศไทย จึงต้องแยกให้ชัดระหว่าง “ครม.เห็นชอบให้ยื่นสมัคร” กับ “ได้รับการรับรองเป็นสมาชิกแล้ว”
### ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญกับธุรกิจไทย
ธุรกิจดิจิทัลทุกวันนี้ต้องส่งข้อมูลลูกค้าไปยังผู้ให้บริการคลาวด์ ศูนย์ข้อมูล ระบบชำระเงิน บริษัทแม่ หรือพันธมิตรในต่างประเทศ การโอนข้อมูลแต่ละครั้งต้องตรวจสอบฐานกฎหมายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 รวมถึงมาตรการคุ้มครองปลายทาง
รัฐบาลระบุว่า การเข้าร่วม Global CBPR จะช่วยให้ภาคเอกชนไทยมีมาตรฐานรับรองกลางสำหรับการส่งหรือโอนข้อมูลไปยังองค์กรในประเทศสมาชิก ลดความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติตามกฎหลายชุด และเพิ่มความเชื่อมั่นของคู่ค้าระหว่างประเทศ ขณะเดียวกันควรช่วยลดช่องว่างด้านกฎหมายและความเสี่ยงต่อสิทธิของผู้บริโภค
สำหรับบริษัทไทยที่ทำอีคอมเมิร์ซ ซอฟต์แวร์ การเงิน การท่องเที่ยว สุขภาพ หรือบริการคลาวด์ ประเด็นนี้อาจมีผลโดยตรง เพราะธุรกิจเหล่านี้ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลข้ามประเทศเป็นประจำ แต่สิทธิประโยชน์จะเกิดขึ้นจริงก็ต่อเมื่อไทยได้รับรองสมาชิก มีหน่วยงานรับรองที่พร้อมดำเนินงาน และธุรกิจผ่านกระบวนการรับรองตามเกณฑ์ ไม่ใช่เพียงเพราะประเทศไทยเข้าร่วมกรอบในระดับรัฐบาล
### ผู้บริโภคจะได้อะไร
กรอบความร่วมมือมีเป้าหมายสร้างความรับผิดชอบขององค์กรต่อข้อมูลที่ส่งข้ามพรมแดน ผู้บริโภคจึงควรได้ประโยชน์จากมาตรฐานที่ชัดขึ้น เช่น การแจ้งวัตถุประสงค์เก็บข้อมูล การจำกัดการใช้ข้อมูล การรักษาความปลอดภัย ช่องทางร้องเรียน และการตรวจสอบความรับผิดเมื่อเกิดปัญหา
แต่ Global CBPR ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงข้อมูลรั่วไหลหายไป และไม่ลดหน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูลตามกฎหมายไทย บริษัทต่าง ๆ ยังต้องเก็บข้อมูลเท่าที่จำเป็น วางระบบความปลอดภัย แจ้งเหตุละเมิดตามเกณฑ์ และเคารพสิทธิของเจ้าของข้อมูล การมีตรารับรองจึงควรถูกมองเป็นหลักฐานประกอบการกำกับดูแล ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ส่งข้อมูลได้โดยไม่จำกัด
### สิ่งที่ต้องจับตาในเดือนธันวาคม
ประเด็นแรกคือ Global Forum Assembly จะรับรองไทยเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบหรือขอข้อมูลเพิ่มเติม ประเด็นที่สองคือ สคส. จะกำหนดระบบรับรอง ผู้ประเมิน ค่าธรรมเนียม และแนวทางสำหรับธุรกิจไทยอย่างไร ส่วนประเด็นที่สามคือการเชื่อมกลไก Global CBPR กับข้อกำหนดการโอนข้อมูลไปต่างประเทศภายใต้ PDPA ให้ชัดเจนสำหรับผู้ประกอบการ
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติยังเสนอให้เตรียมความพร้อมแก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพราะต้นทุนด้านบุคลากร กฎหมาย และระบบรักษาความปลอดภัยอาจเป็นอุปสรรค หากออกแบบการสนับสนุนไม่ทั่วถึง ประโยชน์อาจกระจุกอยู่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่
ดังนั้น ข่าวสำคัญในเวลานี้คือไทยเริ่มกระบวนการเข้าสู่ระบบคุ้มครองข้อมูลข้ามพรมแดนระดับโลกอย่างเป็นทางการ แต่สถานะสมาชิกและรายละเอียดใช้งานจริงยังต้องรอการพิจารณาและประกาศต่อไป
แหล่งข้อมูล: [รัฐบาลไทย—มติ ครม. 3 พฤศจิกายน 2569](https://www.thaigov.go.th/th/news/170838), [Global CBPR Forum—About](https://www.globalcbpr.org/about/), [Global CBPR Forum—รายชื่อสมาชิกและสมาชิกสมทบ](https://www.globalcbpr.org/about/membership/)



