กระแส “สมช.สั่งคนไทยตุนของให้พอ 72 ชั่วโมง” ที่แพร่ในโซเชียลช่วงปลายเดือนตุลาคม 2569 ไม่ใช่คำสั่งจริงจากสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ หน่วยงานยืนยันว่าไม่ได้ออกประกาศเตือนหรือขอให้ประชาชนสำรองอาหาร เวชภัณฑ์ แบตเตอรี่ หรือสิ่งของจำเป็นเพื่อรับมือเหตุฉุกเฉินจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ประเด็นนี้กลายเป็นข่าวร้อนเพราะข้อความที่บิดเบือนถูกนำไปผูกกับภาพและคำให้สัมภาษณ์ของเลขาธิการ สมช. จนทำให้ผู้รับสารเข้าใจว่าเป็นมาตรการของรัฐบาลไทย Cofact ตรวจสอบพบว่าโพสต์จากบัญชี TikTok หนึ่งมียอดชมมากกว่า 1.2 ล้านครั้งและถูกแชร์กว่า 18,700 ครั้ง ณ วันที่ 29 ตุลาคม ตัวเลขนี้สะท้อนว่าข่าวที่เติมคำสั่งชัดเจนลงในบริบทคลุมเครือสามารถแพร่ได้เร็วกว่าคำชี้แจงทางการ

ต้นทางของความเข้าใจผิดเกิดจากคำถามเรื่องต่างประเทศ Cofact สรุปว่าเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวถามเลขาธิการ สมช. ถึงกรณีสหราชอาณาจักรแนะนำประชาชนให้เตรียมอาหาร แบตเตอรี่สำรอง และยารักษาโรคอย่างน้อยสามวัน หากเกิดเหตุฉุกเฉินต่อโครงสร้างพื้นฐาน คำตอบของฝ่ายไทยคือจะสอบถามรายละเอียดจากเอกอัครราชทูตอังกฤษ ไม่ใช่การประกาศให้นโยบายนั้นมีผลกับประชาชนในประเทศไทย

วันที่ 29 ตุลาคม สมช.จึงออกคำชี้แจงว่าไม่เคยออกประกาศดังกล่าว พร้อมระบุว่ายังคงติดตามและประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจะชี้แจงต่อสาธารณะหากมีพัฒนาการสำคัญ เว็บไซต์ทางการ Thailand.go.th เผยแพร่คำปฏิเสธซ้ำในวันที่ 30 ตุลาคม เพื่อย้ำว่าประชาชนควรตรวจข้อมูลจากแหล่งรัฐบาลโดยตรง

ขณะเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระบุว่าประเทศไทยมีความมั่นคงด้านอาหาร มีผลผลิตทางการเกษตรและวัตถุดิบเพียงพอ และขอให้ประชาชน “ตระหนักแต่ไม่ตระหนก” รัฐบาลกำลังติดตามผลกระทบต่อราคาพลังงานและเตรียมแหล่งพลังงานทางเลือก ส่วนคนไทยในต่างประเทศควรติดตามประกาศจากสถานทูตหรือสถานกงสุลในประเทศที่พำนัก เพราะคำแนะนำฉุกเฉินของแต่ละประเทศอาจไม่เหมือนกัน

ความแตกต่างที่ต้องแยกให้ชัดมีสามระดับ ระดับแรก หลายประเทศอาจออกคำแนะนำเตรียมของฉุกเฉินสำหรับประชาชนของตนเอง ระดับที่สอง หน่วยงานไทยติดตามสถานการณ์และมีแผนรองรับด้านอาหาร พลังงาน และการอพยพคนไทยในพื้นที่เสี่ยง ระดับที่สาม คือการออกประกาศให้ประชาชนไทยกักตุนของ 72 ชั่วโมง ซึ่งระดับสุดท้ายนี้ สมช.ยืนยันว่าไม่ได้เกิดขึ้น

การมีชุดของใช้ฉุกเฉินประจำบ้านเป็นเรื่องที่ครัวเรือนพิจารณาได้ตามความเสี่ยงส่วนบุคคล แต่ไม่ควรรีบซื้อเกินจำเป็นเพราะโพสต์ที่อ้างหน่วยงานรัฐโดยไม่มีลิงก์ประกาศต้นฉบับ การกักตุนจำนวนมากอาจทำให้สินค้าไม่พอชั่วคราว ดันราคา และสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ที่จำเป็นต้องใช้ยา อาหารทารก หรือสิ่งของเฉพาะทางจริง ๆ

วิธีตรวจสอบข่าวประเภทนี้ทำได้ง่ายกว่าการไล่เถียงในคอมเมนต์ ขั้นแรกค้นชื่อหน่วยงานกับคำสำคัญ เช่น “72 ชั่วโมง” บนเว็บไซต์ทางการ ขั้นต่อมาตรวจวันที่และถ้อยคำว่าเป็น “คำแนะนำ” “แผนเตรียมพร้อม” หรือ “ประกาศบังคับ” และสุดท้ายดูว่ามีเอกสาร เลขที่ประกาศ หรือช่องทางติดต่อยืนยันหรือไม่ ภาพกราฟิกที่มีตราหน่วยงานหรือรูปเจ้าหน้าที่ไม่ใช่หลักฐานเพียงพอหากไม่มีต้นฉบับ

เรื่องนี้ยังชี้ให้เห็นปัญหาการสื่อสารในภาวะเสี่ยง เมื่อรัฐบาลพูดถึงการเตรียมพร้อมด้านพลังงานหรือการดูแลคนไทยในต่างประเทศ ผู้เผยแพร่บางรายอาจตัดบริบทแล้วแปลงเป็นคำเตือนสำหรับคนทั้งประเทศ หน่วยงานรัฐจึงต้องชี้แจงเร็ว ใช้ภาษาตรง และเผยแพร่ผ่านหลายช่องทาง ขณะที่แพลตฟอร์มควรลดการมองเห็นข้อมูลบิดเบือนที่พิสูจน์แล้วโดยไม่ปิดกั้นการอภิปรายเรื่องการเตรียมพร้อมอย่างสุจริต

สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปไม่ใช่การแห่ซื้อของ แต่คือประกาศจาก สมช. กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพลังงาน และสถานทูตไทย หากสถานการณ์ตะวันออกกลางเปลี่ยนแปลง รัฐบาลอาจปรับมาตรการด้านพลังงานหรือการคุ้มครองคนไทย แต่จนถึงคำชี้แจงล่าสุด ไม่มีคำสั่งให้ประชาชนในประเทศไทยกักตุนของจำเป็นสำหรับ 72 ชั่วโมง

แหล่งข้อมูลโดยตรง: [คำชี้แจงบน Thailand.go.th](https://www.thailand.go.th/public/issue-focus-detail/official-denial--fake-news-on-72-hour-stockpiling), [คำยืนยันด้านอาหารและพลังงานของนายกรัฐมนตรี](https://www.thailand.go.th/issue-focus-detail/thai-pm-reaffirms-food-and-energy-security-urges-the-public-to-stay-informed-but-calm) และ [ผลตรวจสอบข้อเท็จจริงของ Cofact](https://blog.cofact.org/th/fact-check-nsc-warning-29102026/)