เช้าวันนี้ (26 ตุลาคม 2569) ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สัปดาห์รณรงค์โรคหลอดเลือดสมองทั่วประเทศ ภายใต้โครงการ “แสงนำใจไทยทั้งชาติ เดิน วิ่ง ปั่น ป้องกันอัมพาต ครั้งที่ 12” ซึ่งจัดกิจกรรมความรู้และตรวจสุขภาพต่อเนื่องถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน ก่อนรวมพลังเดิน วิ่ง และปั่นพร้อมกันในวันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน ครอบคลุม 98 สนามใน 77 จังหวัด

ประเด็นของปีนี้คือ “สโตรก 4 โรค 6 พฤติกรรม รู้แล้วทำ ป้องกันได้” โดย 4 โรคที่ต้องควบคุม ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และโรคหัวใจ ส่วน 6 พฤติกรรมสำคัญคือ ลดอาหารเค็ม มัน และหวาน ออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ไม่สูบบุหรี่ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควบคุมน้ำหนัก และพักผ่อนให้เพียงพอ แนวทางนี้ทำให้ข่าวไม่ได้จบอยู่แค่กิจกรรมวันเดียว แต่ชวนคนตรวจความเสี่ยงและปรับชีวิตประจำวันตลอดทั้งสัปดาห์

ข้อมูลจากเครือข่ายประชาสัมพันธ์ภาครัฐระบุว่า การสมัครกิจกรรมทั่วประเทศมีมากกว่า 469,000 คน สูงกว่าเป้าหมายเดิม 400,000 คน สะท้อนว่าการป้องกันสโตรกกำลังกลายเป็นวาระสาธารณะที่คนจำนวนมากสนใจ ไม่ใช่เรื่องของผู้สูงอายุเท่านั้น เพราะปัจจัยเสี่ยงอย่างความดัน เบาหวาน ไขมันสูง การสูบบุหรี่ และการไม่เคลื่อนไหวสามารถสะสมได้ตั้งแต่วัยทำงาน

เหตุที่เรื่องนี้มาแรงในสัปดาห์นี้ยังเชื่อมกับวันโรคหลอดเลือดสมองโลก 29 ตุลาคม ศูนย์โรคหลอดเลือดสมองศิริราชกำหนดจัดงาน “A Life without STROKE” ระหว่างวันที่ 27–29 ตุลาคม เวลา 09.00–15.00 น. ขณะที่องค์การโรคหลอดเลือดสมองโลกใช้วันที่ 29 ตุลาคมผลักดันการรับรู้อาการและการลงมือช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว จึงเป็นช่วงที่กิจกรรมระดับประเทศ โรงพยาบาล และแคมเปญสากลมาบรรจบกันพอดี

สิ่งที่ประชาชนควรรู้ไม่แพ้การป้องกันคือการสังเกตอาการฉุกเฉิน หลัก BEFAST ช่วยจำสัญญาณเตือน ได้แก่ เสียการทรงตัว ตามัวหรือมองเห็นผิดปกติ ใบหน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด และต้องรีบแข่งกับเวลา หากเกิดอาการอย่างใดอย่างหนึ่งแบบฉับพลัน ควรโทร 1669 และไปโรงพยาบาลทันที ไม่ควรรอดูอาการหรือขับรถไปเอง เพราะโอกาสรักษาขึ้นกับเวลาตั้งแต่เริ่มมีอาการ

หลายจังหวัดเริ่มนิทรรศการและคัดกรองสุขภาพตั้งแต่วันนี้ ตัวอย่างเช่น ร้อยเอ็ดจัดกิจกรรมที่ลานหอโหวดและบึงพลาญชัย ส่วนยโสธรมีทีมสหวิชาชีพหมุนเวียนตรวจวัดองค์ประกอบร่างกายและให้ความรู้เรื่องสโตรก การจัดงานแบบกระจายพื้นที่ช่วยให้คนที่ไม่ได้สมัครวิ่งยังเข้าถึงการตรวจเบื้องต้นและคำแนะนำได้

สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้มีสามช่วงสำคัญ: กิจกรรมศิริราช 27–29 ตุลาคม วันโรคหลอดเลือดสมองโลก 29 ตุลาคม และกิจกรรมเดิน วิ่ง ปั่นพร้อมกันทั่วประเทศ 1 พฤศจิกายน อย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายเพียงครั้งเดียวไม่แทนการติดตามโรคประจำตัว ผู้ที่มีความดัน เบาหวาน ไขมันสูง หรือโรคหัวใจควรใช้สัปดาห์นี้เป็นจังหวะตรวจค่า รับยาอย่างต่อเนื่อง และวางแผนปรับพฤติกรรมกับบุคลากรสาธารณสุข

สัปดาห์นี้จึงมีความหมายมากกว่างานสุขภาพขนาดใหญ่: เป็นการย้ำว่าสโตรกบางส่วนป้องกันได้ด้วยการรู้ความเสี่ยง ลงมือเปลี่ยนพฤติกรรม และจำอาการเตือนให้แม่น เพราะในนาทีฉุกเฉิน ความเร็วของคนรอบข้างอาจเปลี่ยนผลลัพธ์ของผู้ป่วยได้