กัมพูชาเปิดเผยตัวเลขล่าสุดของการปราบปรามเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ทั่วประเทศ โดยระบุว่าตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ถึง 31 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการกับสถานที่ต้องสงสัย 972 แห่ง จัดทำสำนวนส่งกระบวนการศาล 568 คดี และมีผู้ต้องสงสัย 5,032 คนถูกตั้งข้อหาและควบคุมตัวระหว่างรอขั้นตอนทางกฎหมาย
ข้อมูลดังกล่าวถูกนำเสนอในการชี้แจงต่อคณะทูตและองค์การระหว่างประเทศที่กรุงพนมเปญเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ก่อนเผยแพร่เป็นแถลงการณ์ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 แหล่งข่าวทางการของกัมพูชา TVK ระบุว่า ชัย สินาริธ รัฐมนตรีอาวุโสและผู้บริหารคณะกรรมการต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ เป็นผู้รายงานผลสะสมของปฏิบัติการ ขณะที่สำนักข่าว Bernama รายงานตัวเลขชุดเดียวกันโดยอ้างแถลงการณ์ของคณะกรรมการ
ตัวเลขที่โดดเด่นอีกส่วนคือ ชาวต่างชาติ 23,760 คน จาก 38 สัญชาติถูกส่งกลับประเทศต้นทาง และเงินในบัญชีธนาคารมากกว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐถูกอายัด พร้อมทรัพย์สินเคลื่อนย้ายได้และอสังหาริมทรัพย์มูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ที่อยู่ระหว่างกระบวนการริบตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ยอดอายัดกว่า 300 ล้านดอลลาร์เป็นตัวเลขรวมที่ทางการรายงานจากการรณรงค์ ไม่ควรตีความว่าเชื่อมกับบริษัทหรือคดีใดคดีหนึ่งทั้งหมด
แถลงการณ์ยังระบุว่า ในช่วงกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา มีการเพิกถอนใบอนุญาตคาสิโน 18 แห่งที่ทางการเชื่อมโยงกับเครือข่าย Prince Group และพักใช้ใบอนุญาตอีก 10 แห่ง เจ้าหน้าที่กำลังตรวจเส้นทางการเงิน ทรัพย์สินที่ซ่อนอยู่ การใช้คริปโทเคอร์เรนซี และคาสิโนที่ถูกกล่าวหาว่าใช้ธุรกิจการพนันบังหน้าการหลอกลวงออนไลน์
เหตุที่ข่าวนี้กลับมาเป็นกระแสในเวลานี้ไม่ใช่เพียงเพราะตัวเลขใหญ่ขึ้น แต่เพราะรัฐบาลกัมพูชากำลังพยายามแสดงให้ต่างประเทศเห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายขยับจากการตรวจค้นสถานที่ ไปสู่การดำเนินคดีกับผู้ควบคุมเครือข่ายและตัดช่องทางฟอกเงิน แถลงการณ์ระบุว่าเจ้าหน้าที่ใช้หลักฐานดิจิทัลจากอุปกรณ์และระบบเทคโนโลยีประกอบคดี โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ผู้เสียหายทุกคนยื่นร้องเรียนก่อน
เมื่อเทียบกับข้อมูลเมื่อปลายเดือนกันยายนจากกระทรวงสารสนเทศกัมพูชา ตัวเลขใหม่สะท้อนว่าปฏิบัติการยังเดินหน้าต่อ จากเดิมที่ทางการระบุว่าตรวจสถานที่ต้องสงสัย 832 แห่ง ส่ง 446 คดีเข้าสู่ศาล และมีผู้ต้องสงสัย 3,927 คน ตัวเลข ณ สิ้นเดือนตุลาคมเพิ่มเป็น 972 แห่ง 568 คดี และ 5,032 คนตามลำดับ การเพิ่มขึ้นนี้ยืนยันได้ว่ามีการรายงานผลบังคับใช้เพิ่มเติม แต่ยังไม่ใช่หลักฐานโดยตัวมันเองว่าเครือข่ายสแกมทั้งหมดหยุดทำงานแล้ว
จุดที่ต้องติดตามจึงมีอย่างน้อยสามเรื่อง เรื่องแรกคือผลคดีจริงหลังการตั้งข้อหา ทั้งคำพิพากษา การริบทรัพย์ และการเอาผิดผู้สั่งการระดับสูง เรื่องที่สองคือการคัดแยกระหว่างผู้ร่วมขบวนการโดยสมัครใจกับผู้ที่ถูกหลอกหรือค้ามนุษย์เข้าไปทำงาน ซึ่งต้องได้รับการคุ้มครองและไม่ควรถูกปฏิบัติเหมือนผู้กระทำผิดโดยอัตโนมัติ เรื่องที่สามคือการตรวจสอบอิสระว่าศูนย์สแกมปิดถาวรหรือเพียงย้าย แตกตัว หรือเปลี่ยนรูปแบบ
ข้อกังวลเรื่องการตรวจสอบยังสำคัญ เพราะรายงานของ Reuters เมื่อเดือนมิถุนายนซึ่งอ้าง Amnesty International ระบุว่า มีศูนย์หลอกลวงหลายสิบแห่งยังดำเนินงาน แม้จะมีการปราบปรามต่อเนื่อง และตั้งคำถามต่อประสิทธิผลของบางปฏิบัติการ รัฐบาลกัมพูชาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวและยืนยันว่ามีการจับกุม ยึดทรัพย์ และส่งคนกลับประเทศจำนวนมาก ความแตกต่างระหว่างคำชี้แจงของรัฐกับรายงานสิทธิมนุษยชนจึงควรถูกติดตามด้วยข้อมูลคดีและการเข้าถึงผู้รอดชีวิตที่ตรวจสอบได้
สำหรับประชาชนทั่วไป ข่าวนี้ตอกย้ำว่าสแกมออนไลน์เป็นอาชญากรรมข้ามพรมแดน ไม่ได้จำกัดอยู่ในประเทศที่ตั้งศูนย์ปฏิบัติการ ผู้เสียหายอาจอยู่ที่ใดก็ได้ ส่วนเงินอาจถูกส่งผ่านบัญชีม้า สินทรัพย์ดิจิทัล หรือธุรกิจหลายชั้น ความร่วมมือระหว่างตำรวจ หน่วยข่าวกรองทางการเงิน แพลตฟอร์ม และประเทศต้นทางของผู้เสียหายจึงเป็นตัวชี้วัดสำคัญกว่าจำนวนการตรวจค้นเพียงอย่างเดียว
ตัวเลข 972 จุดและเงินอายัดกว่า 300 ล้านดอลลาร์ทำให้ปฏิบัติการรอบนี้มีน้ำหนักทางข่าวสูง แต่บทพิสูจน์สุดท้ายจะอยู่ที่ความโปร่งใสของกระบวนการยุติธรรม การเยียวยาผู้ถูกค้ามนุษย์ และการลดจำนวนเหยื่อจริงในระยะยาว ไม่ใช่เพียงตัวเลขสะสมที่ประกาศในห้องแถลงข่าว



