กัมพูชาเริ่มงานค้ำยันและเสริมความมั่นคงฉุกเฉินระยะที่ 2 ภายในกลุ่มปราสาทพระวิหาร ครอบคลุมจุดเสี่ยง 29 แห่ง เพื่อป้องกันโครงสร้างโบราณทรุดตัวและเตรียมพื้นที่สำหรับการบูรณะเต็มรูปแบบในอนาคต ตามรายงานของสำนักข่าว AKP เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2026

กรมอนุรักษ์และโบราณคดี สังกัดองค์การแห่งชาติเพื่อพระวิหารของกัมพูชา เริ่มโครงการด้วยพิธีตามประเพณีที่กลุ่มปราสาทเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ก่อนเข้าสู่การทำงานด้านวิศวกรรมอนุรักษ์ จุดปฏิบัติงานประกอบด้วยบริเวณโคปุระหรือซุ้มประตูหมายเลข 1 จำนวน 10 จุด โคปุระ 2 จำนวน 8 จุด โคปุระ 3 จำนวน 5 จุด และโคปุระ 4 กับ 5 แห่งละ 1 จุด

อีก 4 จุดอยู่ตามทางเชื่อมระหว่างโคปุระ 2–3 ทางเชื่อมระหว่างโคปุระ 4–5 และฐานเศียรนาคด้านตะวันตกของบันไดโบราณชั้นแรก งานระยะนี้ต่อยอดจากระยะแรกที่มีการค้ำยันฉุกเฉินแล้ว 23 จุด ตั้งแต่โคปุระ 1 ถึงโคปุระ 5

## สิ่งที่ยืนยันได้ และสิ่งที่ต้องแยกให้ออก

หน่วยงานกัมพูชาระบุว่าโครงสร้างหลายส่วนได้รับความเสียหายจากการยิงระหว่างความขัดแย้งกับไทยในปี 2025 อย่างไรก็ตาม ในการรายงานประเด็นชายแดนที่อ่อนไหว จำเป็นต้องแยกคำกล่าวอ้างของฝ่ายกัมพูชาออกจากข้อมูลที่แหล่งกลางยืนยัน

ฐานข้อมูลโครงการของ UNESCO ยืนยันว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นกับแหล่งมรดกโลกในเดือนกรกฎาคมและธันวาคม 2025 และมีภัยเร่งด่วนจากฤดูฝนที่อาจทำให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม แต่หน้ารายละเอียดโครงการไม่ได้ระบุฝ่ายที่เป็นผู้ก่อความเสียหาย ดังนั้น ข่าวนี้จึงรายงานข้อเท็จจริงหลักที่ตรงกันคือ ปราสาทมีจุดเสี่ยง ต้องค้ำยันอย่างเร่งด่วน และอยู่ระหว่างกระบวนการอนุรักษ์ โดยไม่สรุปความรับผิดของฝ่ายใดเกินกว่าหลักฐานที่แหล่งกลางระบุ

## ทำไมข่าวนี้สำคัญ

ปราสาทพระวิหารเป็นศาสนสถานที่สร้างถวายพระศิวะ ตั้งอยู่บนขอบที่ราบสูงเหนือผืนป่ากัมพูชา และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของ UNESCO เมื่อปี 2008 คุณค่าของพื้นที่ไม่ได้อยู่เฉพาะงานสถาปัตยกรรม แต่รวมถึงการวางผังที่ต่อเนื่องไปตามแนวแกนยาว ผ่านบันได ทางเชื่อม และซุ้มประตูหลายชั้น

เมื่อส่วนประกอบของอาคารหินเสียสมดุล ความเสียหายเล็กน้อยอาจขยายตัวจากน้ำฝน การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ การเคลื่อนตัวของชั้นหิน หรือแรงกดจากชิ้นส่วนด้านบน งานค้ำยันจึงไม่ใช่การบูรณะให้เสร็จทันที แต่เป็นการหยุดความเสื่อม ป้องกันการพังซ้ำ และทำให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถตรวจ วัด และวางแผนซ่อมอย่างปลอดภัย

องค์การแห่งชาติเพื่อพระวิหารเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า การดำเนินงานฉุกเฉินทำตามข้อเสนอของคณะผู้เชี่ยวชาญและรายงานประเมินของ UNESCO กิจกรรมที่เกี่ยวข้องยังรวมถึงการสำรวจวัตถุระเบิดตกค้าง การบันทึกสภาพด้วยเทคโนโลยีภาพสามมิติ การรวบรวมและขึ้นทะเบียนชิ้นส่วนหิน ติดตั้งเครื่องมือติดตามการเคลื่อนตัว และปรับระบบระบายน้ำ

## แผนของ UNESCO เน้นอะไร

โครงการ “Emergency Safeguarding and Documentation of the Temple of Preah Vihear” ในฐานข้อมูล UNESCO ระบุภารกิจเร่งด่วน 3 ด้าน

ด้านแรก คือทำให้เขตแกนกลางปลอดภัยจากวัตถุระเบิดที่ยังไม่ทำงาน เพื่อให้ทีมอนุรักษ์เข้าปฏิบัติงานได้และรองรับการเปิดพื้นที่ในอนาคต ด้านที่สอง คือบันทึกสภาพด้วยโฟโตแกรมเมทรี พร้อมติดป้ายและจัดเก็บชิ้นส่วนหินที่กระจัดกระจายก่อนถูกฝนชะล้าง ส่วนด้านที่สาม คือค้ำยันและเสริมความมั่นคงแก่โครงสร้างที่เสี่ยงพังมากที่สุด

ข้อมูลจากการประชุมคณะกรรมการประสานงานนานาชาติปราสาทพระวิหารเมื่อเดือนกันยายนระบุว่า งานระยะแรกได้ค้ำยัน 23 จุด ติดตั้งเครื่องมือติดตามการเคลื่อนตัวของหิน 50 จุด ทำหลังคาป้องกัน 4 บริเวณ และฟื้นฟูระบบระบายน้ำโบราณเกือบ 250 เมตร นอกจากนี้ยังมีการรวบรวมชิ้นส่วนหินจำนวนมากเพื่อการศึกษาและบูรณะ

## สิ่งที่ต้องจับตาต่อ

ประเด็นแรกคือผลการประเมินหลังค้ำยันครบ 29 จุด ว่าโครงสร้างใดพร้อมเข้าสู่ขั้นบูรณะ และจุดใดยังต้องจำกัดการเข้าถึง ประเด็นที่สองคือระบบระบายน้ำ เพราะฝนสามารถเร่งการเสื่อมของรอยต่อและฐานอาคารได้ ส่วนประเด็นที่สามคือความต่อเนื่องของเงินทุน ผู้เชี่ยวชาญ และความปลอดภัยของทีมภาคสนาม

สำหรับนักท่องเที่ยว ควรติดตามประกาศการเปิด–ปิดพื้นที่และเส้นทางที่อนุญาตจากหน่วยงานดูแลโดยตรง ไม่เข้าเขตก่อสร้างหรือสัมผัสอุปกรณ์ค้ำยัน การรักษามรดกโลกในช่วงนี้ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและหลักวิชาการ มากกว่าการเร่งเปิดจุดถ่ายภาพ

แหล่งข้อมูล: [AKP, 21 ตุลาคม 2026](https://akp.gov.kh/post/detail/384465), [UNESCO Core Data Portal](https://core.unesco.org/en/project/570CMB4002) และ [กระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์กัมพูชา, 28 กันยายน 2026](https://mcfa.gov.kh/icc-preah-vihear-ad-hoc-experts-inspect-conservation-and-development-progress-at-koh-ker-and-preah-vihear-temple-sites/)