กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเปิดรายละเอียดการขับเคลื่อนแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2571–2575 เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 โดยประกาศทิศทางสำคัญว่าไทยต้องเปลี่ยนจากการวัดความสำเร็จด้วย “จำนวน” นักท่องเที่ยว ไปสู่การสร้าง “คุณค่า” คุณภาพ และรายได้ที่กระจายถึงประชาชนกับชุมชนมากขึ้น
นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จังหวัดนนทบุรี มีผู้แทนจากภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม ผู้ประกอบการ และชุมชนเข้าร่วม เป้าหมายคือทำความเข้าใจแนวทางถ่ายทอดเป้าหมายและตัวชี้วัดของแผนไปสู่โครงการ งบประมาณ และการติดตามผล ไม่ให้แผนหยุดอยู่เพียงเอกสารนโยบาย
วิสัยทัศน์ที่กระทรวงประกาศคือ “ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก” โดยวางกรอบพัฒนาไว้ 5 เสาหลัก ได้แก่
1. **คุณค่า** ยกระดับคุณภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า บริการ และประสบการณ์ท่องเที่ยว 2. **ยั่งยืน** ดูแลทรัพยากรและทำให้การเติบโตสมดุลกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน 3. **แข่งขัน** เพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการไทย 4. **ยืดหยุ่น** เตรียมระบบท่องเที่ยวให้รับมือความเปลี่ยนแปลง วิกฤต และภัยพิบัติ 5. **เชื่อมโยง** ใช้ข้อมูลและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเพื่อบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ
## ทำไมเรื่องนี้กำลังเป็นกระแส
การท่องเที่ยวเป็นรายได้หลักของหลายจังหวัด แต่การกลับมาของนักเดินทางเพียงอย่างเดียวไม่รับประกันว่ารายได้จะถึงชุมชน หรือว่าทรัพยากรท้องถิ่นจะรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน แผนฉบับใหม่นี้จึงเสนอให้เปลี่ยนคำถามจาก “มีนักท่องเที่ยวกี่คน” เป็น “นักท่องเที่ยวสร้างคุณค่าให้พื้นที่มากเพียงใด และคนในพื้นที่ได้รับประโยชน์อย่างไร”
แนวคิด “คุณค่ามากกว่าปริมาณ” ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในการประชุมวันนี้ กระทรวงเริ่มรับฟังความเห็นจากหลายภาคส่วนมาตั้งแต่กลางปี 2569 โดยระบุว่าจะนำบทเรียนจากแผนฉบับที่ 3 พ.ศ. 2566–2570 มาต่อยอด พร้อมกำหนดตัวชี้วัดที่นิยามชัดและเก็บข้อมูลได้จริง จุดที่น่าจับตาคือ รอบล่าสุดเริ่มพูดถึงการเชื่อมเป้าหมายกับงบประมาณและการประเมินผล ซึ่งเป็นขั้นสำคัญก่อนเปลี่ยนนโยบายให้เกิดผลในพื้นที่
โจทย์ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาครอบคลุมทั้งการกระจายรายได้ การพัฒนาคนทำงานท่องเที่ยว การปรับกฎระเบียบให้เอื้อต่อธุรกิจ การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี การรับมือสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัย ประเด็นเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อโรงแรม ร้านอาหาร มัคคุเทศก์ ธุรกิจท้องถิ่น และชุมชนเจ้าของแหล่งท่องเที่ยว
## นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการจะเห็นอะไรเปลี่ยนไป
ในระยะสั้น แผนยังเป็นกรอบสำหรับช่วงปี 2571–2575 จึงไม่ควรตีความว่ามาตรการทั้งหมดมีผลทันที สิ่งที่อาจเริ่มเห็นก่อนคือโครงการของหน่วยงานต่าง ๆ ถูกปรับให้สอดคล้องกับห้าเสาหลักมากขึ้น เช่น การออกแบบเส้นทางที่กระจายคนสู่เมืองรอง การสนับสนุนผู้ประกอบการชุมชน การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย และการใช้ข้อมูลร่วมกันระหว่างหน่วยงาน
สำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็ก โอกาสอยู่ที่แนวคิดสร้างมูลค่าเพิ่มจากประสบการณ์ท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นอาหาร งานฝีมือ วิถีเกษตร ธรรมชาติ หรือวัฒนธรรม แต่สิ่งสำคัญคือมาตรการสนับสนุนต้องเข้าถึงรายย่อยจริง ไม่ใช่กระจุกอยู่กับผู้ประกอบการขนาดใหญ่เท่านั้น
สำหรับชุมชน ประเด็นที่จะต้องติดตามคือมีพื้นที่ร่วมตัดสินใจเพียงใด รายได้ถูกกระจายอย่างไร และมีมาตรการควบคุมผลกระทบต่อทรัพยากร ค่าครองชีพ และวิถีชีวิตหรือไม่ เพราะการท่องเที่ยวคุณภาพไม่ได้หมายถึงการตั้งราคาสูงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างประโยชน์ที่วัดได้แก่เจ้าของพื้นที่ด้วย
## สิ่งที่ต้องจับตาต่อ
สิ่งแรกคือรายละเอียดตัวชี้วัดและค่าเป้าหมาย ซึ่งจะบอกว่า “คุณภาพ” และ “ความยั่งยืน” ถูกวัดอย่างไร สิ่งที่สองคือโครงการและงบประมาณของแต่ละหน่วยงานว่าจะเชื่อมกับแผนจริงหรือไม่ และสิ่งที่สามคือกลไกเปิดเผยผลการดำเนินงานให้ประชาชนตรวจสอบได้
อีกประเด็นคือการบริหารความเสี่ยง ทั้งภัยธรรมชาติ สภาพอากาศสุดขั้ว และเหตุที่กระทบความเชื่อมั่น หากระบบข้อมูลและการแจ้งเตือนเชื่อมโยงกันได้จริง จะช่วยทั้งนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และหน่วยงานในพื้นที่ตอบสนองได้เร็วขึ้น
แผนฉบับที่ 4 จึงเป็นมากกว่าคำประกาศส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับรายละเอียดในขั้นปฏิบัติ โดยเฉพาะการกำหนดตัวชี้วัด งบประมาณ ความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน และการเปิดพื้นที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
แหล่งข้อมูล: [กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, 21 ตุลาคม 2569](https://www.mots.go.th/news/1003963) และ [กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา: เวทีรับฟังความคิดเห็นทั่วประเทศ, 26 มิถุนายน 2569](https://www.mots.go.th/news/1003592)



