เวียดนามเตรียมใช้ “รหัสประจำตัว” เพื่อติดตามและบริหารแรงงานที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศตามสัญญาตลอดทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การเตรียมตัวและคัดเลือกก่อนเดินทาง ระหว่างทำงานในต่างแดน จนถึงวันที่กลับประเทศ โดยระบบใหม่มีกำหนดเริ่มเดินหน้าในปี 2570 หรือ 2027
สำนักข่าวรัฐบาลเวียดนามรายงานเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ว่า นายกรัฐมนตรี เล มินห์ ฮึง ลงนามคำสั่งหมายเลข 2001/QD-TTg เพื่อวางแผนดำเนินการตามกฎหมายฉบับแก้ไขเกี่ยวกับแรงงานเวียดนามที่ไปทำงานต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทยได้รับมอบหมายให้พัฒนา ปรับปรุง และบริหารฐานข้อมูลกลาง รวมถึงเชื่อมและแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อใช้กำกับดูแลด้วยข้อมูลจริง
หลักการสำคัญคือแรงงานแต่ละคนจะมีรหัสที่ใช้เชื่อมประวัติในแต่ละช่วงของการเดินทาง ไม่ใช่มีข้อมูลกระจัดกระจายอยู่เฉพาะบริษัทจัดหางาน หน่วยงานท้องถิ่น หรือขั้นตอนเข้าออกประเทศเท่านั้น หากทำได้ตามแผน เจ้าหน้าที่จะมองเห็นเส้นทางตั้งแต่สมัครและผ่านการอบรม การคัดเลือก นายจ้างหรือประเทศปลายทาง การเดินทาง สถานะระหว่างทำงาน ตลอดจนการกลับบ้าน
รัฐบาลเวียดนามกำหนดให้ทดสอบฟังก์ชันสำคัญของระบบ เช่น การรับแจ้ง การทำธุรการ การอัปเดตข้อมูล และการเชื่อมข้อมูลตามอำนาจของส่วนกลางและท้องถิ่น ให้เสร็จก่อนวันที่ 1 มีนาคม 2570 จากนั้นจะขยายการเชื่อมต่อและปรับปรุงระบบต่อเนื่องตลอดปี 2570 และปีถัดไป
พร้อมกันนี้ กระทรวงมหาดไทยต้องจัดทำกฎเกณฑ์ใหม่แทนหนังสือเวียนหมายเลข 20/2021 ที่กำกับฐานข้อมูลแรงงานเวียดนามในต่างประเทศ โดยสำนักข่าวรัฐบาลระบุว่า หนังสือเวียนฉบับใหม่คาดว่าจะออกในไตรมาสแรกของปี 2570 และมีผลวันที่ 1 มีนาคมปีเดียวกัน รายละเอียดสุดท้ายจึงยังต้องรอดูข้อความกฎหมายและคู่มือปฏิบัติจริง
เหตุผลที่เรื่องนี้กำลังเป็นกระแส เพราะแรงงานข้ามชาติเป็นเสาหลักด้านรายได้ของหลายครอบครัวในเวียดนาม ประเทศส่งแรงงานไปต่างประเทศราว 130,000–150,000 คนต่อปี และเงินที่ส่งกลับประเทศมีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 มีแรงงานออกไปทำงานแล้ว 102,001 คน คิดเป็น 91.07% ของเป้าหมายทั้งปี 112,000 คน
ข้อมูลปี 2568 ระบุว่าเวียดนามส่งแรงงานไปต่างประเทศมากกว่า 144,000 คน สูงกว่าเป้าหมายประจำปี 11% ญี่ปุ่นเป็นตลาดใหญ่ที่สุด รับแรงงานเวียดนาม 64,600 คน ตามด้วยไต้หวัน 57,000 คน และเกาหลีใต้ 11,600 คน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าฐานข้อมูลไม่ใช่โครงการเล็ก แต่ต้องรองรับคนจำนวนมาก หลายประเทศ หลายภาษา และสถานการณ์การจ้างงานที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
หากระบบทำงานตามที่ออกแบบ ประโยชน์ที่เป็นไปได้คือช่วยตรวจสอบว่าคนใดผ่านบริษัทหรือช่องทางใด ลดเอกสารซ้ำ เชื่อมข้อมูลส่วนกลางกับท้องถิ่น และสนับสนุนการตรวจสอบย้อนหลังเมื่อเกิดข้อร้องเรียนหรือข้อพิพาท VnEconomy รายงานเพิ่มเติมว่า แผนยังรวมการสื่อสารเรื่องสิทธิแรงงาน การป้องกันการหลอกลวง ค่าธรรมเนียมที่อนุญาต และช่องทางร้องเรียน โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่ที่มีคนเดินทางไปทำงานต่างประเทศสูง รวมถึงชุมชนชาติพันธุ์และพื้นที่ภูเขา
อย่างไรก็ตาม การมีรหัสไม่ได้รับประกันว่าแรงงานจะปลอดภัยโดยอัตโนมัติ สิ่งที่ต้องจับตาคือใครมีสิทธิเข้าถึงข้อมูล ข้อมูลใดถูกบันทึก นายจ้างต่างประเทศหรือบริษัทจัดหางานเห็นข้อมูลได้มากเพียงใด มีวิธีแก้ข้อมูลผิดอย่างไร และแรงงานจะร้องเรียนได้หรือไม่หากประวัติในระบบกระทบโอกาสทำงาน นอกจากนี้ยังต้องมีมาตรการป้องกันข้อมูลรั่วและการนำรหัสไปสวมสิทธิ
อีกประเด็นคือแรงงานที่เปลี่ยนนายจ้าง งาน หรือสถานะระหว่างอยู่ต่างประเทศ ระบบต้องอัปเดตได้เร็วและไม่ทำให้ผู้ที่มีปัญหากับนายจ้างเดิมเสียสิทธิ การเชื่อมฐานข้อมูลควรช่วยให้รัฐคุ้มครองคนได้เร็วขึ้น ไม่ใช่เพิ่มภาระเอกสารหรือกลายเป็นเพียงเครื่องมือตรวจสอบฝ่ายเดียว
สิ่งที่ควรติดตามจนถึงวันที่ 1 มีนาคม 2570 ได้แก่ ผลการทดสอบระบบ รายละเอียดหนังสือเวียนใหม่ มาตรฐานความมั่นคงปลอดภัย ช่องทางให้แรงงานตรวจสอบข้อมูลของตนเอง และการเชื่อมต่อกับสถานทูตหรือหน่วยงานในประเทศปลายทาง หากส่วนเหล่านี้ชัดเจน ระบบรหัสประจำตัวอาจช่วยให้การส่งแรงงานไปต่างประเทศโปร่งใสและติดตามปัญหาได้ตลอดวงจรมากขึ้น
แหล่งข้อมูล: - Viet Nam Government News: https://en.baochinhphu.vn/from-2027-vietnamese-guest-workers-to-be-managed-through-identification-codes-111261021095459046.htm - VnEconomy: https://en.vneconomy.vn/vietnam-to-track-overseas-workers-via-id-codes-from-2027.htm



