กัมพูชากำลังขยับจากการขายผลผลิตเกษตรแบบวัตถุดิบ ไปสู่การส่งออกอาหารที่ต้องผ่านมาตรฐานและการตรวจสอบเข้มขึ้น หลังสถานเอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำกรุงพนมเปญและสำนักงานอาหารสิงคโปร์ (SFA) จัดสัมมนาเรื่องข้อกำหนดนำเข้าและมาตรฐานความปลอดภัยอาหารเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 โดยเชิญหน่วยงานรัฐและภาคธุรกิจจากทั้งสองประเทศมาคุยรายละเอียดที่ผู้ส่งออกต้องทำให้ได้จริง
ผู้เข้าร่วมฝ่ายกัมพูชามาจากกระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม กรมศุลกากรและสรรพสามิต รวมถึงท่าเรือสีหนุวิลล์ ขณะที่ฝั่งสิงคโปร์มีผู้เชี่ยวชาญจาก SFA และภาคธุรกิจอาหาร–โลจิสติกส์ เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่การรับรองแหล่งผลิต ใบอนุญาตผู้นำเข้า ใบอนุญาตสำหรับสินค้าแต่ละเที่ยว เอกสารสุขอนามัย การติดฉลาก สารก่อภูมิแพ้ ไปจนถึงเหตุผลที่สินค้าอาจถูกปฏิเสธเมื่อผ่านด่านตรวจ
สินค้าที่ถูกหยิบมาถามอย่างเป็นรูปธรรมมีทั้งทุเรียน มะม่วง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ผลไม้อบแห้ง และผลิตภัณฑ์เนื้อหมู แต่การหารือครั้งนี้ยังไม่ใช่การประกาศว่าสินค้าทุกชนิดจากกัมพูชาสามารถเข้าสิงคโปร์ได้ทันที เพราะข้อกำหนดแตกต่างกันตามประเภทสินค้า โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ที่ต้องมาจากประเทศและสถานประกอบการที่ SFA รับรอง ขณะที่ผู้นำเข้าในสิงคโปร์ต้องมีใบอนุญาตหรือขึ้นทะเบียน และต้องขออนุญาตนำเข้าในแต่ละเที่ยวตามกฎที่เกี่ยวข้อง
ประเด็นนี้ได้รับความสนใจในวันที่ 6 พฤศจิกายน เพราะเป็นขั้นต่อจากบันทึกความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารที่กัมพูชาและสิงคโปร์ลงนามเมื่อ 10 เมษายน 2569 ข้อตกลงดังกล่าวเน้นให้การค้าข้าวและห่วงโซ่อาหารเดินต่อได้อย่างเปิดกว้างและมีประสิทธิภาพในช่วงที่โลกเผชิญความเสี่ยงด้านอุปทาน ส่วนสัมมนาล่าสุดลงลึกถึง “งานหลังบ้าน” ที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนความร่วมมือระดับรัฐบาลให้กลายเป็นสินค้าที่ผ่านด่านจริง
เฮม วันดี รัฐมนตรีอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของกัมพูชา ระบุว่าประเทศต้องการมากกว่าการส่งออกวัตถุดิบ จึงต้องพัฒนาการแปรรูปที่เพิ่มมูลค่า ระบบประกันคุณภาพ บรรจุภัณฑ์ และมาตรฐานความปลอดภัยสากล พร้อมช่วยผู้ประกอบการรายย่อยให้เข้าถึงการทดสอบและคำปรึกษาทางเทคนิคในต้นทุนที่รับได้ ฝ่ายกระทรวงพาณิชย์เสนอช่องทางช่วยเตรียมความพร้อม จับคู่ผู้ซื้อ และสนับสนุนด้านการเงินส่งออก ขณะที่ท่าเรือสีหนุวิลล์ชี้ถึงบริการเดินเรือตรงไปสิงคโปร์ซึ่งอาจลดขั้นตอนด้านโลจิสติกส์
เหตุผลที่เรื่องนี้สำคัญไม่ใช่แค่การได้ตลาดใหม่ แต่เป็นโจทย์ว่ากัมพูชาจะเก็บมูลค่าเพิ่มไว้ในประเทศได้มากเพียงใด หากผลไม้ ข้าว หรือเม็ดมะม่วงหิมพานต์ถูกคัดเกรด แปรรูป บรรจุ และตรวจรับรองก่อนส่งออก รายได้ส่วนที่เกิดจากโรงงาน ห้องปฏิบัติการ บรรจุภัณฑ์ และบริการขนส่งย่อมเพิ่มขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการตรวจ การทำระบบย้อนกลับ และการรักษาคุณภาพให้สม่ำเสมออาจเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้มีสามเรื่อง ได้แก่ รายชื่อสินค้าหรือโรงงานกัมพูชาที่ผ่านเงื่อนไขของ SFA อย่างเป็นทางการ การเกิดคำสั่งซื้อหรือสัญญาส่งออกที่วัดผลได้ และความสามารถของหน่วยงานกัมพูชาในการเพิ่มห้องปฏิบัติการกับระบบรับรองที่น่าเชื่อถือ จนถึงตอนนี้งานสัมมนาเป็นการสร้างความเข้าใจและเชื่อมผู้เกี่ยวข้อง ยังไม่มีการประกาศสัญญาส่งออกใหม่ มูลค่าคำสั่งซื้อ หรือการรับรองผู้ผลิตรายใดจากเวทีนี้โดยตรง
ข้อมูลของงานสัมมนามาจาก[รายงานกิจกรรมของสถานทูตสิงคโปร์และหน่วยงานที่เข้าร่วม](https://english.dap-news.com/article/603055) ส่วนข้อกำหนดการนำเข้าอ้างอิงจาก[สำนักงานอาหารสิงคโปร์](https://www.sfa.gov.sg/food-import-export/commercial-imports/import-requirements-for-food-food-products) และรายละเอียดพื้นฐานของบันทึกความร่วมมือเดือนเมษายนดูได้จาก[กระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมสิงคโปร์](https://www.mse.gov.sg/latest-news/singapore-and-cambodia-sign-memorandum-of-cooperation-on-food-security/)



