พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย 30 รายในมาเลเซียทำยอดขายรวม 207,000 ริงกิต ภายในสามวันของการแข่งขัน Malaysian Motorcycle Grand Prix 2026 ที่สนามเซปัง หลังรัฐบาลเปิดพื้นที่ “Litar Rasa MADANI” ให้ขายอาหารและสินค้าโดยไม่เก็บค่าเช่าบูธ ช่วยให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงงานกีฬาระดับนานาชาติซึ่งปกติมีต้นทุนเข้าร่วมสูง

กระทรวงพัฒนาผู้ประกอบการและสหกรณ์มาเลเซีย (KUSKOP) เปิดเผยผลโครงการเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 โดยระบุว่าพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณ K2 Hillstand ของสนาม Sepang International Circuit เปิดระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม–1 พฤศจิกายน และมีผู้เข้าชมมากกว่า 10,000 คน

### ตัวเลขที่น่าสนใจ แต่ต้องอ่านให้ถูก

ยอดขายรวม 207,000 ริงกิต เมื่อหารอย่างง่ายด้วยผู้ค้า 30 ราย เท่ากับเฉลี่ยประมาณ 6,900 ริงกิตต่อร้านตลอดสามวัน หรือราว 2,300 ริงกิตต่อร้านต่อวัน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเฉลี่ยนี้เป็นเพียงการคำนวณจากยอดรวม ไม่ได้หมายความว่าทุกร้านขายได้เท่ากัน และ “ยอดขาย” ไม่ใช่ “กำไรสุทธิ” เพราะผู้ค้ายังมีต้นทุนวัตถุดิบ แรงงาน การเดินทาง บรรจุภัณฑ์ และค่าธรรมเนียมอื่น

สิ่งที่รัฐบาลช่วยลดคือค่าเช่าพื้นที่ ซึ่งในงานขนาดใหญ่อาจสูงถึง 3,000 ริงกิตต่อบูธ KUSKOP รับภาระค่าเช่าเต็มจำนวน พร้อมจัดเต็นท์ เสื้อ ผ้ากันเปื้อน โต๊ะ และเก้าอี้ให้ ผู้ค้าแต่ละรายจ่ายเพียง 180 ริงกิตสำหรับใบอนุญาตจากหน่วยงานท้องถิ่น

หากเทียบเฉพาะค่าเช่าที่อาจสูงถึง 3,000 ริงกิต การตัดต้นทุนก้อนนี้ออกช่วยให้ร้านเล็กนำเงินทุนไปซื้อวัตถุดิบและเตรียมสินค้าได้มากขึ้น แต่ยังไม่ควรสรุปว่าโครงการสร้างกำไรให้ทุกร้านในระดับเดียวกัน เพราะไม่มีการเปิดเผยยอดขายและต้นทุนแยกรายร้าน

### ทำไมเรื่องนี้กำลังถูกพูดถึง

งานมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกดึงผู้ชมจำนวนมาก แต่พื้นที่ค้าขายรอบสนามมักมีค่าเช่าและต้นทุนจัดร้านสูง ผู้ประกอบการรายเล็กจึงเสียโอกาสให้กับร้านที่มีเงินทุนมากกว่า โครงการ Litar Rasa MADANI พยายามเปลี่ยนงานกีฬาขนาดใหญ่ให้เป็นตลาดสำหรับอาหารท้องถิ่นและธุรกิจชุมชน ไม่ใช่รายได้เฉพาะผู้จัดงานหรือผู้สนับสนุนรายใหญ่

Steven Sim Chee Keong รัฐมนตรีพัฒนาผู้ประกอบการและสหกรณ์ ระบุว่าเป้าหมายคือเปิดโอกาสให้พ่อค้าแม่ค้าและผู้ค้ารายย่อยหารายได้จากการจัดกิจกรรมกีฬาระดับนานาชาติ โดยลดภาระค่าเช่าและสิ่งอำนวยความสะดวกเบื้องต้น

ยอดผู้เข้าชมพื้นที่มากกว่า 10,000 คนตลอดสามวันสะท้อนว่าตลาดอาหารสามารถเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ผู้ชมได้จริง โดยเฉพาะอาหารมาเลเซียที่มีความหลากหลายทั้งอาหารมลายู จีน และอินเดีย แต่ความสำเร็จระยะยาวต้องวัดมากกว่ายอดรวมครั้งเดียว เช่น จำนวนร้านที่คุ้มทุน รายได้สุทธิ และการได้ลูกค้าใหม่หลังจบงาน

### เบื้องหลังของ “สนามแข่งกับเศรษฐกิจรายย่อย”

รัฐบาลมาเลเซียนำแนวคิดนี้มาใช้ต่อจากกิจกรรม Formula One เมื่อต้นเดือนตุลาคม 2569 ตามรายงานของสื่อมาเลเซีย แสดงให้เห็นความพยายามผูกอีเวนต์กีฬากับนโยบายสนับสนุนผู้ค้ารายเล็กอย่างเป็นระบบ

โมเดลนี้ต่างจากการแจกเงินโดยตรง เพราะรัฐอุดหนุน “ต้นทุนเข้าถึงตลาด” ทั้งค่าเช่าและอุปกรณ์ แล้วให้ผู้ค้าหารายได้จากลูกค้าจริง ข้อดีคือเกิดการทดสอบสินค้า บริการ และกำลังผลิตในสถานการณ์ที่มีคนจำนวนมาก ส่วนความเสี่ยงคือการคัดเลือกร้านอาจไม่ทั่วถึง หรือพื้นที่ขายที่ต่างกันอาจทำให้รายได้กระจุกตัว

อีกคำถามคือรัฐรับภาระต้นทุนทั้งหมดเท่าไร เมื่อเทียบกับยอดขาย 207,000 ริงกิต หากมีการเปิดเผยค่าใช้จ่ายโครงการ จะช่วยประเมินได้ว่าการสนับสนุนรูปแบบนี้คุ้มค่าเพียงใด และสามารถขยายไปยังงานกีฬา ดนตรี หรืองานท่องเที่ยวอื่นได้หรือไม่

### สิ่งที่ต้องติดตาม

ประเด็นแรกคือยอด “กำไรสุทธิ” ของผู้ค้า ไม่ใช่เฉพาะยอดขายรวม ประเด็นที่สองคือเกณฑ์คัดเลือก 30 ร้านว่ากระจายโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กจากพื้นที่ต่าง ๆ อย่างไร และประเด็นที่สามคือจำนวนลูกค้าที่กลับมาซื้อหลังจบ MotoGP ซึ่งจะบอกได้ว่าอีเวนต์ช่วยสร้างธุรกิจระยะยาวหรือเป็นเพียงยอดขายชั่วคราว

หากข้อมูลหลังงานยืนยันว่าร้านส่วนใหญ่คุ้มทุนและได้ฐานลูกค้าใหม่ โมเดล “รัฐช่วยค่าเข้าถึงตลาด” อาจเป็นตัวอย่างที่ประเทศอื่นในอาเซียนนำไปปรับใช้ได้ โดยเฉพาะกับเทศกาลหรือมหกรรมขนาดใหญ่ที่ค่าเช่าบูธเป็นกำแพงสำคัญของผู้ประกอบการรายย่อย

แหล่งข้อมูล: [BERNAMA](https://web26.bernama.com/bm/news.php?id=2629579), [Astro Awani](https://www.astroawani.com/berita-malaysia/30-penjaja-berniaga-tanpa-sewa-tapak-di-motogp-raih-jualan-lebih-rm200000), [กรมสารนิเทศมาเลเซีย DMedia](https://dmedia.penerangan.gov.my/sm)