คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงิน หรือ FATF ยังคงเวียดนามไว้ในรายชื่อประเทศที่ต้องติดตามใกล้ชิด หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “บัญชีสีเทา” หลังการประชุมใหญ่วันที่ 30 ตุลาคม 2569 พร้อมแสดง “ความกังวลอย่างมีนัยสำคัญ” ต่อความล่าช้าในการดำเนินแผนต่อต้านการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย
[แถลงการณ์ FATF ฉบับวันที่ 30 ตุลาคม 2569](https://www.fatf-gafi.org/en/publications/High-risk-and-other-monitored-jurisdictions/increased-monitoring-october-2026.html) ระบุว่า เวียดนามมีความคืบหน้าบางด้านนับตั้งแต่ให้คำมั่นระดับสูงเมื่อเดือนมิถุนายน 2566 ว่าจะทำงานร่วมกับ FATF และ Asia/Pacific Group on Money Laundering หรือ APG แต่ยังไม่สามารถดำเนินแผนงานให้เสร็จตามกำหนด ซึ่งเส้นตายทุกข้อหมดลงตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568
FATF ระบุว่าจะคาดหวัง “ความคืบหน้าที่จับต้องได้” ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2570 หากยังไม่เกิดขึ้น องค์กรจะพิจารณาขั้นตอนถัดไป แถลงการณ์ไม่ได้ระบุล่วงหน้าว่าขั้นตอนนั้นจะเป็นอะไร จึงไม่ควรตีความว่าเวียดนามถูกยกระดับมาตรการแล้วในขณะนี้
[รอยเตอร์รายงานผลการประชุม](https://www.reuters.com/world/fatf-removes-bulgaria-congo-ivory-coast-monaco-leaves-vietnam-grey-list-2026-10-30/) ว่า FATF ถอดบัลแกเรีย โกตดิวัวร์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และโมนาโกออกจากบัญชีสีเทา แต่ยังคงเวียดนามไว้ ผลลัพธ์นี้ทำให้เวียดนามโดดเด่นในฐานะประเทศที่ยังต้องเร่งแก้ไข หลังประเทศอื่นสามารถทำตามแผนและผ่านการประเมินรอบนี้
จุดที่ต้องทำความเข้าใจคือ “บัญชีสีเทา” ไม่ใช่คำสั่งคว่ำบาตรและไม่ใช่ “บัญชีดำ” FATF อธิบายว่า ประเทศที่อยู่ภายใต้การติดตามเพิ่มขึ้นได้ให้คำมั่นว่าจะแก้ข้อบกพร่องเชิงยุทธศาสตร์ภายในกรอบเวลาที่ตกลง และองค์กรไม่ได้เรียกร้องให้ทุกประเทศใช้มาตรการตรวจสอบสถานะที่เข้มข้นขึ้นกับลูกค้าทั้งหมด หรือให้ธนาคารตัดความสัมพันธ์กับลูกค้าจากประเทศเหล่านี้แบบเหมารวม แต่ให้ใช้แนวทางตามระดับความเสี่ยง
ถึงอย่างนั้น การอยู่ในบัญชีสีเทามักเพิ่มภาระในทางปฏิบัติ เพราะธนาคาร นักลงทุน และคู่ค้าระหว่างประเทศอาจขอตรวจสอบเจ้าของผลประโยชน์ แหล่งที่มาของเงิน และเส้นทางธุรกรรมมากขึ้นก่อนทำธุรกิจ ความล่าช้าหรือค่าใช้จ่ายด้านการปฏิบัติตามกฎจึงอาจสูงขึ้น แม้ FATF จะไม่สั่งห้ามธุรกรรมก็ตาม
รายการงานที่เวียดนามยังต้องเดินหน้ามีหลายด้าน ตั้งแต่เพิ่มความเข้าใจความเสี่ยงและความร่วมมือระหว่างประเทศ ปรับการกำกับสถาบันการเงินและธุรกิจวิชาชีพที่ไม่ใช่สถาบันการเงินตามความเสี่ยง ไปจนถึงกำกับสินทรัพย์เสมือนและผู้ให้บริการสินทรัพย์เสมือนให้มีประสิทธิผล
FATF ยังเรียกร้องให้เวียดนามแก้ข้อบกพร่องทางกฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานฟอกเงิน มาตรการทางการเงินแบบเจาะจง การตรวจสอบลูกค้า และการรายงานธุรกรรมน่าสงสัย รวมถึงสร้างระบบข้อมูลเจ้าของผลประโยชน์ที่ถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และเข้าถึงได้สำหรับหน่วยงานที่มีอำนาจ
อีกส่วนสำคัญคือคุณภาพของข่าวกรองทางการเงิน เวียดนามต้องเพิ่มทั้งคุณภาพและปริมาณการวิเคราะห์และการส่งต่อข้อมูล เร่งการสอบสวนทางการเงินคู่ขนานกับคดีหลัก และแสดงให้เห็นว่าจำนวนการสอบสวนกับการดำเนินคดีฟอกเงินเพิ่มขึ้นจริง นอกจากนี้ยังต้องมีการประสานงานเพื่อป้องกันการหลบเลี่ยงมาตรการทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธ
เหตุที่ข่าวนี้กำลังได้รับความสนใจคือ เวียดนามกำลังดึงดูดเงินลงทุนและขยายบทบาทในห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างรวดเร็ว การคงอยู่ในบัญชีสีเทาจึงอาจสวนทางกับความพยายามสร้างภาพลักษณ์ศูนย์กลางการผลิตและการเงินที่เชื่อมต่อกับตลาดสากล ขณะเดียวกัน การเร่งปรับระบบอาจช่วยเพิ่มความโปร่งใสและลดความเสี่ยงจากอาชญากรรมทางการเงินในระยะยาว
สิ่งที่ต้องจับตาต่อคือ เวียดนามจะออกกฎสินทรัพย์ดิจิทัลและยกระดับข้อมูลเจ้าของผลประโยชน์ได้เร็วเพียงใด หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจะเพิ่มคดีและผลการดำเนินคดีที่พิสูจน์ได้หรือไม่ และการประเมินเดือนกุมภาพันธ์ 2570 จะเห็นความเปลี่ยนแปลงมากพอที่จะหลีกเลี่ยง “ขั้นตอนถัดไป” ตามคำเตือนของ FATF หรือไม่
สรุปคือ เวียดนามยังไม่ถูกลงโทษเพิ่มในรอบนี้ แต่ก็ยังไม่ผ่านเงื่อนไขออกจากบัญชีสีเทา และคำเตือนครั้งล่าสุดชัดเจนกว่าการทบทวนทั่วไป เพราะเส้นตายเดิมหมดไปนานแล้ว รอบเดือนกุมภาพันธ์ 2570 จึงเป็นจุดตรวจสำคัญของทั้งระบบการเงินและความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ



