รัฐบาลเดินหน้ามาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกปีการผลิต 2569/70 ในช่วงที่ข้าวนาปีทยอยออกสู่ตลาดมากระหว่างเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน โดยวางกรอบมาตรการ 5 โครงการ มูลค่ารวม 58,912.64 ล้านบาท เป้าหมายคือชะลอการเร่งขาย เพิ่มกำลังรับซื้อของสหกรณ์และผู้ประกอบการ และผลักดันข้าวคุณภาพสูงให้สร้างรายได้มากขึ้น
ข้อมูลจากรัฐบาลไทยเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ระบุว่า กรอบวงเงินทั้งหมดแบ่งเป็นสินเชื่อ 49,275 ล้านบาท และวงเงินชดเชยจ่ายขาด 9,637.64 ล้านบาท มาตรการถูกออกแบบให้รองรับช่วงผลผลิตออกพร้อมกัน ซึ่งมักกดดันราคา เพราะเกษตรกรจำนวนมากต้องรีบขายเพื่อใช้หนี้หรือไม่มีสถานที่เก็บข้าวที่ได้มาตรฐาน
โครงการใหญ่ที่สุดคือสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี วงเงินรวม 40,928.39 ล้านบาท ตั้งเป้าดูดซับข้าว 3 ล้านตัน เกษตรกรหรือสถาบันที่เข้าเงื่อนไขสามารถนำข้าวเก็บไว้แทนการเทขายทันที โดยข้อมูลรายละเอียดมาตรการระบุวงเงินสินเชื่อต่อข้าวหอมมะลิ 13,000 บาทต่อตัน และข้าวเจ้า 6,500 บาทต่อตัน พร้อมกลไกที่รัฐรับภาระดอกเบี้ยตามหลักเกณฑ์
อีกส่วนคือสินเชื่อให้สถาบันเกษตรกรรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่ม ตั้งเป้ารองรับ 1.5 ล้านตัน เพื่อให้สหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรมีเงินทุนรับซื้อ แปรรูป และรอจำหน่ายในจังหวะที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังมีโครงการชดเชยดอกเบี้ยแก่ผู้ประกอบการค้าข้าวสำหรับเก็บสต็อก เพื่อลดปริมาณข้าวที่ไหลเข้าสู่ตลาดในช่วงสั้นเกินไป
มาตรการระยะยาวภายใต้แนวคิด “ข้าวไทยสู่เศรษฐกิจอนาคต” ประกอบด้วยโครงการดูดซับข้าวเปลือก เป้าหมาย 3 ล้านตัน และโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวคุณภาพสูงหรือ “ข้าวประณีต” ระยะที่ 2 สำหรับ 266 กลุ่ม วงเงิน 84 ล้านบาท แนวคิดคือเปลี่ยนจากการพึ่งการพยุงราคาเพียงอย่างเดียว ไปสู่การผลิตข้าวเฉพาะตลาดที่มีมูลค่าสูงและแข่งขันได้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขกรอบรวม 58,912.64 ล้านบาทไม่ได้หมายความว่าเงินทั้งหมดจะโอนถึงชาวนาทันที รายละเอียดหลังการประชุม ครม. ระบุว่าโครงการสินเชื่อ 2 โครงการได้รับอนุมัติในหลักการ ส่วนบางโครงการใช้เงินจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และโครงการดูดซับข้าววงเงิน 1,680 ล้านบาทยังต้องทบทวนแหล่งเงิน ดังนั้นเกษตรกรควรรอตรวจสอบประกาศเปิดรับสมัคร เงื่อนไข และกำหนดเวลาจาก ธ.ก.ส. กรมการค้าภายใน หรือสหกรณ์ในพื้นที่
เหตุที่ข่าวนี้กำลังได้รับความสนใจ เพราะมาตรการออกตรงกับช่วงเก็บเกี่ยวจริง การตัดสินใจว่าจะขายทันทีหรือชะลอขายมีผลโดยตรงต่อกระแสเงินสดของครัวเรือน หากราคารับซื้อในพื้นที่ต่ำแต่เกษตรกรมีภาระหนี้ ค่ารถเกี่ยว ค่าเช่านา หรือค่าแรง ก็อาจไม่สามารถรอได้ แม้โครงการจะเสนอแรงจูงใจให้เก็บข้าวไว้ก็ตาม
ประสิทธิผลของมาตรการจึงขึ้นอยู่กับมากกว่าวงเงิน สิ่งสำคัญคือจำนวนคลังและยุ้งฉางที่พร้อมใช้ ความชื้นและคุณภาพข้าว การเข้าถึงสินเชื่อของรายย่อย ความเร็วในการตรวจสอบสิทธิ และราคาที่โรงสีหรือสหกรณ์รับซื้อจริง หากขั้นตอนล่าช้าในช่วงผลผลิตพีก มาตรการอาจมาถึงหลังชาวนาขายข้าวไปแล้ว
อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือความแตกต่างระหว่างชนิดข้าวและพื้นที่ ข้าวหอมมะลิ ข้าวเจ้า และข้าวเหนียวมีตลาดและต้นทุนไม่เหมือนกัน ราคากลางระดับประเทศจึงอาจไม่สะท้อนราคาหน้าไร่ในแต่ละจังหวัด เกษตรกรควรเปรียบเทียบราคาหลายจุดรับซื้อ หักค่าความชื้น ค่าขนส่ง และค่าเก็บรักษาก่อนตัดสินใจว่าการชะลอขายคุ้มกว่าหรือไม่
ในระยะสั้น ให้ติดตามวันเริ่มโครงการ รายชื่อผู้มีสิทธิ วงเงินต่อราย และจุดรับฝากหรือรับซื้อ ในระยะยาว ต้องดูว่าโครงการข้าวคุณภาพสูงสร้างตลาดจริงได้แค่ไหน และมาตรการลดปริมาณผลผลิตส่วนเกินโดยไม่ผลักภาระไปปีถัดไปหรือไม่ ความสำเร็จควรวัดจากราคาที่ชาวนาได้รับสุทธิและรายได้ที่มั่นคง ไม่ใช่เพียงจำนวนตันที่ถูกนำเข้าโครงการ
แหล่งข้อมูล: - รัฐบาลไทย: https://www.thaigov.go.th/th/news/170348 - สรุปข่าว ครม. ฉบับเต็ม: https://www.thaigov.go.th/uploads/document/74/2026/10/pdf/20261020155200_7433.pdf - กระทรวงพาณิชย์ จังหวัดชัยนาท: https://chainat.moc.go.th/th/content/category/detail/id/112/iid/169637 - THAI DATA: https://thaidata.co.th/agrifood/thai-rice-2569-70-price-measures-cabinet/



