กัมพูชากำลังใช้มหกรรมกีฬาในประเทศเป็นทั้งสนามแข่งขันและบททดสอบระบบจัดงานครั้งใหญ่ โดยจัดกีฬาแห่งชาติครั้งที่ 5 ควบคู่กับกีฬาคนพิการแห่งชาติครั้งที่ 3 ภายใต้แนวคิด “กีฬาเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวของชาติ” การแข่งขันดำเนินระหว่างวันที่ 5–13 พฤศจิกายน 2569 หลังพิธีเปิดอย่างเป็นทางการที่สนามกีฬาโอลิมปิกแห่งชาติ กรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน
สำนักข่าวแห่งชาติกัมพูชา AKP รายงานก่อนเปิดงานว่า มีนักกีฬาเข้าร่วมราว 4,000 คน ขณะที่คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติกัมพูชาระบุว่า การแข่งขันปีนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงหาแชมป์ในประเทศ แต่เป็นการวัดความพร้อมของนักกีฬา ผู้ตัดสิน สมาคมกีฬา สนามแข่งขัน การเดินทาง และการบริหารงาน ก่อนกัมพูชารับบทเจ้าภาพมหกรรมกีฬาระดับภูมิภาคและทวีปในอนาคต
จุดเด่นที่ทำให้การแข่งขันกำลังถูกพูดถึงคือการวางกีฬาแห่งชาติและกีฬาคนพิการแห่งชาติไว้ในช่วงเวลาเดียวกัน แทนการมองพาราสปอร์ตเป็นกิจกรรมแยกที่ได้รับความสนใจน้อยกว่า ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวในพิธีเปิดว่า กีฬาเป็นมากกว่าการชิงเหรียญ เพราะช่วยสร้างความสามัคคี วินัย สุขภาพ และการยอมรับความสามารถของนักกีฬาที่มีความพิการ
รายงานของ Cambodianess ระบุว่า นักกีฬาจากทั้ง 25 จังหวัดและราชธานีเข้าร่วมแข่งขัน และการจัดพาราเกมส์คู่กับกีฬาแห่งชาติส่งสารสำคัญว่า ความสามารถไม่ควรถูกวัดจากข้อจำกัดทางร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาจากทักษะ ความมุ่งมั่น และผลงานของนักกีฬา นี่เป็นมิติที่ทำให้งานมีความหมายทางสังคมควบคู่กับการพัฒนากีฬาอาชีพ
ในเชิงระบบ คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติกัมพูชามองงานปี 2569 เป็นขั้นเตรียมความพร้อมสำหรับสามรายการใหญ่ ได้แก่ กีฬามหาวิทยาลัยอาเซียนปี 2571 เอเชียนยูธพาราเกมส์ปี 2572 และเอเชียนยูธเกมส์ปี 2574 การจัดการแข่งขันในประเทศจึงเป็นโอกาสตรวจสอบว่า สนามและอุปกรณ์รองรับนักกีฬาหลากหลายประเภทหรือไม่ เส้นทางภายในสนามเข้าถึงได้เพียงใด ระบบขนส่งและที่พักเหมาะกับรถเข็นหรือไม่ และเจ้าหน้าที่เข้าใจมาตรฐานการแข่งขันสากลมากน้อยแค่ไหน
ความพร้อมด้าน “การเข้าถึง” เป็นเรื่องที่ต้องมองไกลกว่าทางลาด หากสนามมีทางลาดแต่ห้องน้ำ ห้องพักนักกีฬา รถรับส่ง จุดลงทะเบียน หรือพื้นที่สื่อไม่รองรับ ก็ยังไม่ถือว่าเข้าถึงได้จริง เช่นเดียวกับข้อมูลการแข่งขัน หากตาราง ผลคะแนน และการถ่ายทอดสดของพาราเกมส์หายากกว่ากีฬาทั่วไป ความเท่าเทียมก็ยังไม่สมบูรณ์ การจัดงานพร้อมกันจึงเปิดโอกาสให้วัดความแตกต่างเหล่านี้ได้ตรง ๆ
การแข่งขันยังมีความหมายต่อการสร้างนักกีฬารุ่นใหม่ เพราะมหกรรมระดับชาติช่วยให้นักกีฬาจากจังหวัดต่าง ๆ ได้เจอคู่แข่งที่มีมาตรฐานสูงขึ้น โค้ชสามารถประเมินฟอร์มภายใต้แรงกดดันจริง และสมาคมกีฬามีข้อมูลสำหรับคัดเลือกทีมชาติ สำหรับนักกีฬาคนพิการ เวทีที่มีผู้ชมและสื่อมากขึ้นยังช่วยเพิ่มการมองเห็น สร้างแรงบันดาลใจ และเปิดทางสู่การสนับสนุนด้านอุปกรณ์เฉพาะทางซึ่งมักมีราคาสูง
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขผู้เข้าร่วมและจำนวนชนิดกีฬาที่สื่อบางแห่งรายงานยังแตกต่างกัน โดยอาจนับ “นักกีฬา” กับ “คณะนักกีฬาและเจ้าหน้าที่” ไม่เหมือนกัน บทความนี้จึงยึดตัวเลขราว 4,000 นักกีฬาจากประกาศ AKP ก่อนงาน และไม่รวมตัวเลขที่นิยามไม่ชัด สิ่งที่ผู้จัดควรทำต่อคือเผยแพร่ฐานข้อมูลผู้เข้าร่วม ตารางแข่งขัน ผลคะแนน และสถิติแยกตามกีฬาในรูปแบบเดียวกัน เพื่อให้สังคมและสมาคมกีฬาตรวจสอบได้
สิ่งที่ต้องจับตาจนถึงวันปิดการแข่งขันมีอย่างน้อยสี่เรื่อง หนึ่ง คุณภาพการจัดตารางและมาตรฐานผู้ตัดสิน สอง ความปลอดภัยและการแพทย์สนาม สาม การเข้าถึงของนักกีฬาและผู้ชมที่มีความพิการ และสี่ จำนวนผู้ชมกับการถ่ายทอดสดของพาราเกมส์เมื่อเทียบกับกีฬาแห่งชาติทั่วไป หากกัมพูชาสามารถทำให้ทั้งสองงานได้รับมาตรฐานและความสนใจใกล้เคียงกัน จะเป็นหลักฐานสำคัญกว่าคำขวัญว่า “กีฬาเพื่อความเป็นหนึ่งเดียว” ถูกนำไปใช้จริง
ในระยะยาว บทเรียนจากงานนี้จะถูกส่งต่อไปยังการเป็นเจ้าภาพรายการนานาชาติในปี 2571–2574 ตั้งแต่การรับรองนักกีฬา การบริหารอาสาสมัคร ระบบผลการแข่งขัน ไปจนถึงสนามที่ออกแบบเพื่อทุกคน ความสำเร็จจึงไม่ได้วัดแค่จำนวนเหรียญ แต่รวมถึงว่ากัมพูชาสามารถเปลี่ยนมหกรรมกีฬาในประเทศให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานของความเท่าเทียมและมาตรฐานสากลได้หรือไม่
แหล่งข้อมูลโดยตรง: - Agence Kampuchea Presse: https://v2.akp.gov.kh/post/detail/383213 - National Olympic Committee of Cambodia: https://olympiccambodia.com/page/news/2026-10-07-03-35-19 - Cambodianess: https://www.cambodianess.com/article/national-games-promote-unity-and-inclusion-pm-says



