จีนขยับจากการพูดถึง “โอกาสของ AI” มาสู่การวางหลักประกันรับผลกระทบต่อแรงงานอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อสำนักงานคณะรัฐมนตรีจีนเผยแพร่แนวทางเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2569 กำหนดภารกิจ 18 ข้อใน 6 ด้าน เพื่อให้การนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้เป็นมิตรกับการจ้างงานมากขึ้น ทั้งสร้างอาชีพใหม่ เพิ่มทักษะ ปรับบริการจัดหางาน คุ้มครองสิทธิแรงงาน และตั้งระบบเฝ้าระวังความเสี่ยงจากการแทนที่งาน
สาระสำคัญของแนวทางนี้ไม่ใช่การชะลอ AI แต่เป็นการกำหนดว่าหน่วยงานรัฐและภาคธุรกิจต้องเตรียมคนไปพร้อมกับเทคโนโลยี รัฐบาลจีนต้องการดึงศักยภาพของ AI มาสร้างตำแหน่งงานในอุตสาหกรรมเกิดใหม่ รวมถึงใช้เทคโนโลยียกระดับงานดั้งเดิม ช่วยธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อยรักษาหรือเพิ่มการจ้างงาน ตลอดจนสนับสนุนผู้ประกอบการและอาชีพรูปแบบใหม่ที่เกี่ยวข้องกับ AI
ในอีกด้านหนึ่ง เอกสารยอมรับตรงไปตรงมาว่า AI อาจทำให้งานบางประเภทหายไปหรือเปลี่ยนเร็วเกินกว่าที่แรงงานจะปรับตัวทัน จึงสั่งให้สร้างกลไกประเมินความเสี่ยงด้านการจ้างงานจากโครงการ AI ติดตามสัญญาณล่วงหน้า และจัดทำแผนรับมือเมื่อการใช้เทคโนโลยีสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดแรงงานอย่างมีนัยสำคัญ สำนักข่าว Reuters รายงานว่า มาตรการช่วยเหลือต้องครอบคลุมการเปลี่ยนอาชีพ การกลับเข้าสู่การจ้างงาน คำแนะนำแบบเจาะจง การฝึกทักษะ และการแนะนำตำแหน่งงานให้ผู้ที่ถูก AI กระทบโดยตรง
จุดที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือการกำกับ AI ในฝ่ายทรัพยากรบุคคล จีนต้องการรับมือความเสี่ยงจากอัลกอริทึมที่อาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติ ประกาศรับสมัครงานหลอกลวง หรือการละเมิดความเป็นส่วนตัว นั่นหมายความว่าการใช้ระบบคัดกรองประวัติผู้สมัคร ประเมินผลงาน หรือจัดตารางงาน ไม่ควรถูกปล่อยให้ตัดสินคนโดยปราศจากหลักคุ้มครองและช่องทางตรวจสอบ
แนวทางยังกล่าวถึงสิทธิของแรงงานในสภาพแวดล้อมที่มนุษย์ทำงานร่วมกับเครื่องจักร การเพิ่มความคุ้มครองทางสังคมสำหรับผู้ทำงานแบบยืดหยุ่นและแรงงานรูปแบบใหม่ รวมถึงการปรับกลไกกระจายรายได้ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ประเด็นนี้สำคัญ เพราะผลประโยชน์จากผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นอาจตกอยู่กับเจ้าของเทคโนโลยีเป็นส่วนใหญ่ หากไม่มีระบบให้แรงงานได้รับส่วนแบ่งหรือมีทางย้ายไปสู่งานที่มีคุณภาพกว่าเดิม
ด้านทักษะ รัฐบาลจีนกำหนดให้มีโครงการฝึกอบรม AI แบบเฉพาะทาง ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรนวัตกรรม และนำ AI มาใช้ยกระดับบริการจัดหางาน แต่โจทย์ไม่ได้มีเพียงการผลิตวิศวกร AI แนวทางยังมองถึงคนทำงานในโรงงาน บริการ โลจิสติกส์ และธุรกิจขนาดเล็กที่จำเป็นต้องใช้เครื่องมืออัจฉริยะเป็น โดยกระทรวงทรัพยากรมนุษย์และประกันสังคมจีนเพิ่งจัดกิจกรรมจัดหางานสำหรับบัณฑิต 155 รายการ ครอบคลุมสาขา AI พลังงานใหม่ การผลิตอุปกรณ์ และบริการสมัยใหม่ สะท้อนว่าการเชื่อมการฝึกกับตำแหน่งงานจริงกำลังถูกเร่งพร้อมกัน
เหตุผลที่เรื่องนี้ได้รับความสนใจทันทีคือขนาดและความเร็วของตลาด AI จีน ข้อมูลทางการระบุว่าอุตสาหกรรม AI แกนหลักของจีนมีมูลค่ามากกว่า 1.2 ล้านล้านหยวนในปี 2568 มีบริษัทที่เกี่ยวข้องมากกว่า 6,200 แห่ง และโรงงานขนาดใหญ่กว่า 30% นำ AI ไปใช้แล้ว ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มหางาน Maimai รายงานว่าตำแหน่งงานใหม่ที่เกี่ยวกับ AI ในเศรษฐกิจใหม่ช่วงเดือนมกราคมถึงกรกฎาคมเพิ่มขึ้น 789.47% จากปีก่อน ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นสองแรงที่เกิดพร้อมกัน คือมีงานใหม่โตเร็วมาก แต่งานเดิมก็ถูกกดดันให้เปลี่ยนทักษะเร็วเช่นกัน
สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือรายละเอียดการบังคับใช้ ภารกิจ 18 ข้อจะถูกแปลงเป็นงบประมาณ มาตรฐานการประเมินความเสี่ยง และสิทธิที่แรงงานเรียกร้องได้จริงเพียงใด อีกคำถามคือรัฐจะกำหนดเกณฑ์อย่างไรว่าโครงการ AI ใดสร้าง “ผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ” ต่อการจ้างงาน และนายจ้างต้องแจ้งหรือเยียวยาก่อนลดคนหรือไม่
สำหรับประเทศอื่นรวมถึงไทย บทเรียนจากจีนคือการรับมือ AI ไม่อาจมีเพียงหลักสูตรฝึกทักษะทั่วไป แต่ต้องเชื่อมข้อมูลตลาดงาน ระบบเตือนภัย สิทธิแรงงาน การประกันสังคม และมาตรการช่วยเปลี่ยนอาชีพเข้าด้วยกัน หากทำได้จริง นโยบายนี้จะเป็นการทดสอบครั้งใหญ่ของแนวคิดว่า AI สามารถเพิ่มผลิตภาพโดยไม่ผลักต้นทุนการเปลี่ยนผ่านทั้งหมดไปให้คนทำงานแบกรับเพียงฝ่ายเดียว



