เวียดนามกำลังเผชิญภาพย้อนแย้งด้านพลังงานอย่างชัดเจนในปี 2026 เศรษฐกิจและภาคการผลิตเติบโตเร็ว แต่ไฟฟ้าที่หล่อเลี้ยงโรงงาน เมือง และห่วงโซ่อุปทานจำนวนมากยังพึ่งถ่านหินในสัดส่วนสูง ทำให้ปีนี้มีแนวโน้มเป็นอีกปีที่การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินทำสถิติใหม่ แม้ประเทศจะเร่งลงทุนพลังงานหมุนเวียนควบคู่กันไป
ข้อมูลการเดินระบบ 9 เดือนแรกจากการไฟฟ้าเวียดนาม (EVN) ระบุว่า ไฟฟ้าที่ผลิตและนำเข้าทั้งระบบอยู่ที่ 265.79 พันล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 9.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในจำนวนนี้ไฟฟ้าถ่านหินผลิตได้ 132.63 พันล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง หรือ 49.9% ของทั้งหมด จึงยังเป็นแหล่งพลังงานเดี่ยวที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ตัวเลขชุดเดียวกันระบุว่าพลังงานหมุนเวียนผลิตได้ 33.6 พันล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง คิดเป็น 12.6% โดยมาจากแสงอาทิตย์ 21.5 พันล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง และลม 10.85 พันล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง
บทวิเคราะห์ของ Reuters ที่เผยแพร่เมื่อ 23 ตุลาคม โดยอ้างข้อมูลรายเดือนของ Ember ประเมินการผลิตไฟฟ้าถ่านหินช่วง 9 เดือนที่ประมาณ 132.9 เทราวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้นราว 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน ความต่างเล็กน้อยจากตัวเลข EVN สะท้อนวิธีรวบรวมข้อมูลที่ต่างกัน แต่ทั้งสองชุดชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ถ่านหินกำลังถูกเดินเครื่องมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
เหตุผลสำคัญไม่ได้มีเพียงความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มตามโรงงานและการส่งออก ปีนี้ปริมาณฝนต่ำกว่าปกติทำให้ไฟฟ้าพลังน้ำลดลง ขณะที่เวียดนามต้องรักษาความมั่นคงของระบบในช่วงที่อุปสงค์ขยายตัวเร็ว ถ่านหินจึงกลายเป็นแหล่งสำรองหลักที่สามารถเดินเครื่องต่อเนื่องได้ EVN ยังประชุมร่วมกับ Vinacomin และ Dong Bac Corporation เมื่อ 14 ตุลาคม เพื่อประเมินเชื้อเพลิงช่วงปลายปีและเตรียมสัญญาถ่านหินสำหรับฤดูแล้งปี 2027 แสดงว่าความต้องการเชื้อเพลิงชนิดนี้ยังเป็นโจทย์เฉพาะหน้า ไม่ใช่เพียงตัวเลขย้อนหลัง
อีกแรงผลักมาจากการย้ายฐานการผลิตและการขยายตัวของการค้า Reuters วิเคราะห์ว่า ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนตลอดหลายปีที่ผ่านมาได้เร่งให้บริษัทจำนวนหนึ่งกระจายห่วงโซ่อุปทานมายังเวียดนาม เมื่อกำลังการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกเพิ่ม ความต้องการไฟฟ้าก็เพิ่มตาม สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนามรายงานว่า ใน 9 เดือนแรกปี 2026 ภาคการผลิตและแปรรูปเติบโต 12.9% ขณะที่การผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่ม 10.6% ตัวเลขเหล่านี้ช่วยอธิบายว่าทำไมระบบไฟฟ้าต้องระดมกำลังอย่างหนัก
ประเด็นนี้กำลังถูกจับตา เพราะความสำเร็จของเวียดนามในฐานะฐานการผลิตโลกอาจเพิ่มรอยเท้าคาร์บอนของสินค้าที่ส่งไปยังตลาดต่างประเทศ บริษัทข้ามชาติที่ประกาศเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจึงต้องมองไกลกว่าพลังงานในโรงงานของตน และพิจารณาความเข้มคาร์บอนของโครงข่ายไฟฟ้าที่ใช้จริงด้วย ขณะเดียวกัน การตัดลดถ่านหินเร็วเกินไปโดยไม่มีแหล่งผลิตและระบบส่งทดแทนก็อาจเพิ่มความเสี่ยงไฟฟ้าขาดแคลนและกระทบการลงทุน
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้มีสามเรื่อง เรื่องแรกคือฝนและระดับน้ำในเขื่อนช่วงปลายปี ซึ่งจะกำหนดว่าต้องเดินเครื่องถ่านหินมากเพียงใด เรื่องที่สองคือความเร็วของโครงการสายส่ง ระบบกักเก็บพลังงาน และพลังงานหมุนเวียน เพราะกำลังผลิตใหม่จะมีประโยชน์เต็มที่ก็ต่อเมื่อเชื่อมเข้าสู่ระบบได้อย่างมั่นคง เรื่องที่สามคือแผนจัดหาเชื้อเพลิงปี 2027 โดยกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเคยประเมินว่าเวียดนามอาจต้องนำเข้าถ่านหินบิทูมินัสและซับบิทูมินัส 17–19 ล้านตันสำหรับการผลิตไฟฟ้าในปี 2026 หรือราว 20–22% ของความต้องการถ่านหินภาคไฟฟ้า
ภาพรวมจึงไม่ใช่เรื่องว่าเวียดนาม “เลือก” ถ่านหินแทนพลังงานสะอาดอย่างง่าย ๆ แต่เป็นแรงเสียดทานระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงไฟฟ้า และเป้าหมายลดคาร์บอน สถิติ 9 เดือนแรกทำให้ปัญหานี้เด่นขึ้น และไตรมาสสุดท้ายจะเป็นบททดสอบว่าประเทศสามารถรักษาไฟฟ้าให้พอใช้ ขณะเดียวกันเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานได้เร็วเพียงใด



