รัฐบาลไทยประกาศย้ำเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2569 ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป การซื้อโฆษณาออนไลน์ที่มุ่งเป้าผู้ใช้ในประเทศไทยจะเข้าสู่กติกา “No ID, No Ads” หรือไม่ยืนยันตัวตนก็ลงโฆษณาไม่ได้ เป้าหมายสำคัญคือทำให้ผู้ที่อยู่เบื้องหลังโฆษณาสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ลดช่องทางที่มิจฉาชีพใช้ซื้อพื้นที่โฆษณาเพื่อหลอกให้โอนเงิน ลงทุน หรือส่งข้อมูลส่วนบุคคล

มาตรการนี้ไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะเจ้าของร้านหรือบริษัทที่ซื้อโฆษณาโดยตรง แต่รวมถึงเอเจนซี ผู้รับจ้างบูสต์โพสต์หรือจัดการแคมเปญ และผู้ชำระเงินค่าโฆษณา หากผู้จ่ายเงินเป็นคนละคนกับผู้ลงโฆษณา แพลตฟอร์มต้องเก็บข้อมูลของผู้ชำระเงินด้วย ทั้งผู้ลงโฆษณาในไทยและต่างประเทศที่เจาะกลุ่มผู้ชมในประเทศไทยอยู่ในขอบเขตของหลักเกณฑ์

### ต้องยืนยันอะไรบ้าง

สำหรับบุคคลทั่วไป การตรวจสอบอาจใช้เอกสารราชการร่วมกับการพิสูจน์ว่าเป็นเจ้าของเอกสาร เช่น การเปรียบเทียบใบหน้า หรือใช้ระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนดิจิทัลที่ได้มาตรฐาน ส่วนบริษัทหรือนิติบุคคลต้องเตรียมเอกสารของกิจการและหลักฐานว่าผู้ดำเนินการมีอำนาจแทนองค์กร หากแพลตฟอร์มเคยตรวจสอบตัวตนไว้แล้วและข้อมูลยังมีอายุไม่เกินหนึ่งปี อาจใช้ผลเดิมได้ตามเงื่อนไขของประกาศ

แพลตฟอร์มต้องตรวจสอบก่อนเผยแพร่โฆษณา และเก็บข้อมูลตัวตน ข้อมูลติดต่อ ตลอดจนข้อมูลผู้ชำระเงินที่เกี่ยวข้องไว้อย่างน้อย 90 วันหลังผู้ลงโฆษณาเลิกใช้บริการ ช่วงเวลาดังกล่าวมีไว้เพื่อรองรับการติดตามเมื่อเกิดเรื่องร้องเรียนหรือคดี ไม่ได้หมายความว่าข้อมูลทั้งหมดจะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ

### ทำไมเรื่องนี้กำลังถูกจับตา

โฆษณาหลอกลวงได้เปรียบจากการซื้อการมองเห็นและเลียนแบบบุคคลหรือหน่วยงานที่ประชาชนเชื่อถือ เมื่อบัญชีหนึ่งถูกปิด ผู้กระทำผิดอาจสร้างบัญชีใหม่และซื้อโฆษณาซ้ำได้ การผูกแคมเปญกับตัวตนและช่องทางชำระเงินจึงเพิ่มต้นทุนของการหลบหนี และทำให้เจ้าหน้าที่มีข้อมูลสำหรับสืบสวนมากขึ้น

อย่างไรก็ดี การผ่านการยืนยันตัวตนไม่ได้แปลว่าสินค้าหรือบริการนั้นได้รับการรับรองจากรัฐบาล และไม่ใช่เครื่องหมายรับประกันว่าโฆษณาจะไม่หลอกลวง ผู้บริโภคยังควรตรวจใบอนุญาต ตรวจชื่อบัญชีปลายทาง ระวังผลตอบแทนสูงผิดปกติ และหลีกเลี่ยงการส่งรหัสผ่านหรือรหัส OTP ให้บุคคลอื่น

### แพลตฟอร์มและธุรกิจต้องเตรียมตัว

รายงานหลังการประชุมคณะกรรมาธิการสภาเมื่อวันที่ 22 ตุลาคมระบุว่า LINE ส่งหนังสือยืนยันว่าจะปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ขณะที่ Meta ยืนยันความพร้อมและระบุว่าจะประสานกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและ ETDA เพื่อช่วยผู้ลงโฆษณาและธุรกิจขนาดเล็ก ส่วน TikTok และ Google ยังไม่มีคำยืนยันในการทบทวนของคณะกรรมาธิการครั้งนั้น ประเด็นนี้สะท้อนว่าประสบการณ์การยืนยันตัวตนอาจแตกต่างกันในแต่ละแพลตฟอร์มช่วงเริ่มต้น

ผู้ประกอบการรายย่อยควรเตรียมบัตรหรือเอกสารราชการ เอกสารจดทะเบียนบริษัท หนังสือมอบอำนาจถ้ามี และตรวจให้ชื่อผู้ลงโฆษณากับผู้ชำระเงินสอดคล้องกัน หากใช้เอเจนซี ควรกำหนดให้ชัดว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบบัญชีโฆษณาและใครเป็นผู้จ่ายเงิน เพราะข้อมูลไม่ครบอาจทำให้แคมเปญล่าช้า

สิ่งที่ต้องติดตามหลังวันที่ 1 พฤศจิกายนคือ วิธีตรวจสอบผู้ลงโฆษณาต่างประเทศ ขั้นตอนอุทธรณ์เมื่อยืนยันไม่ผ่าน การคุ้มครองข้อมูลที่แพลตฟอร์มเก็บไว้ และความเร็วในการส่งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่เมื่อเกิดเหตุ มาตรการนี้มีโอกาสเพิ่มความรับผิดชอบในตลาดโฆษณาดิจิทัล แต่ผลจริงจะขึ้นอยู่กับการบังคับใช้ที่สม่ำเสมอและการตรวจจับผู้ที่พยายามใช้บัญชีบุคคลอื่นหลบเลี่ยงระบบ

แหล่งข้อมูล: [รัฐบาลไทย](https://www.thaigov.go.th/th/news/170485), [The Nation Thailand](https://www.nationthailand.com/news/policy/40072676) และ [สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก](https://thaitv5hd.com/content/202800/%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B9%8C-1-%E0%B8%9E-%E0%B8%A2-%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B8%99)