งานวิจัยไทยกำลังถูกนำออกจากห้องทดลองสู่พื้นที่น้ำท่วมจริง เมื่อสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ส่งมอบผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์สำหรับฟื้นฟูน้ำและบาล์มตะไคร้เพื่อช่วยประชาชนในหลายพื้นที่ ทั้งลาดกระบัง ฉะเชิงเทรา กาญจนบุรี และปทุมธานี ท่ามกลางน้ำท่วมขังและปัญหาน้ำเน่าที่ต่อเนื่องในเดือนตุลาคม 2569
รายงานล่าสุดจาก [ศูนย์ข่าว วว.](https://www.tistr.or.th/PressCenter/news/27031/) ระบุว่า เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม วว. มอบผลิตภัณฑ์สองรายการสำหรับพื้นที่เขตลาดกระบังและบริเวณใกล้เคียง ได้แก่ บาล์มตะไคร้ 500 ชิ้น และผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ชีวภาพ “BioD Aqua” 500 ลิตร โดยส่งผ่านผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อนำไปช่วยผู้ได้รับผลกระทบ
วว. อธิบายว่า BioD Aqua เป็นจุลินทรีย์ที่คัดเลือกและผลิตเพื่อช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ ลดความสกปรกและกลิ่นจากน้ำเน่า เหมาะกับน้ำท่วมขัง คลอง บ่อ และแหล่งน้ำสาธารณะ ส่วนบาล์มตะไคร้ถูกจัดส่งเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาผิวหนังที่สัมพันธ์กับการสัมผัสน้ำขัง เช่น อาการคัน แสบ และน้ำกัดเท้า อย่างไรก็ตาม ผู้มีแผลเปิด อาการรุนแรง หรือสงสัยติดเชื้อควรพบแพทย์ ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ทดแทนการวินิจฉัยและรักษา
นี่ไม่ใช่การส่งมอบครั้งเดียว ก่อนหน้านั้น [วว. รายงานการส่ง BioD Aqua 1,000 ลิตรไปยังฉะเชิงเทรา](https://www.tistr.or.th/PressCenter/news/26975/) เพื่อฟื้นฟูคุณภาพน้ำ หลังอุทกภัยปีนี้กระทบครบทั้ง 11 อำเภอและประชาชนมากกว่า 63,000 ครัวเรือน พื้นที่ลุ่มต่ำหลายแห่งมีน้ำขังยาวนานเพราะฝนสะสม มวลน้ำตอนบน และน้ำทะเลหนุน ทำให้การระบายน้ำลงสู่ลุ่มน้ำบางปะกงล่าช้า
ในช่วงเดียวกัน วว. ยังประกาศส่งมอบผลิตภัณฑ์ชุดเดียวกันไปกาญจนบุรี และเคยส่ง BioD Aqua 1,500 ลิตรให้ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุจังหวัดปทุมธานี ภาพรวมจึงสะท้อนการขยายบทบาทของงานวิจัยจากการทดลองเป็นเครื่องมือฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ โดยเฉพาะช่วงที่น้ำเริ่มลดแต่ชุมชนยังเผชิญน้ำเสีย กลิ่น และความเสี่ยงด้านสุขอนามัย
เหตุที่เรื่องนี้ได้รับความสนใจคือ “ช่วงหลังน้ำท่วม” มักถูกบดบังด้วยภาพการช่วยเหลือเร่งด่วน ทั้งที่น้ำขังซึ่งมีสารอินทรีย์สะสมอาจสร้างกลิ่นและสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัย การใช้จุลินทรีย์จึงถูกมองเป็นแนวทางเสริมในการฟื้นน้ำ แต่ไม่ใช่คำตอบเดียว และไม่ควรตีความว่าการเทผลิตภัณฑ์ลงน้ำจะทำให้น้ำสะอาดหรือปลอดภัยต่อการบริโภคทันที
สิ่งสำคัญที่ต้องติดตามคือผลวัดคุณภาพน้ำก่อนและหลังใช้ ปริมาณที่เหมาะสมต่อขนาดแหล่งน้ำ ระยะเวลาการทำงาน และการตรวจสอบผลกระทบต่อระบบนิเวศในแต่ละพื้นที่ เพราะสภาพน้ำท่วมขัง คลอง และบ่อแตกต่างกัน การใช้งานจึงควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของนักวิจัยหรือหน่วยงานท้องถิ่น ไม่ควรซื้อหรือผสมจุลินทรีย์ที่ไม่ทราบแหล่งที่มาแล้วนำไปใช้เอง
อีกประเด็นคือความโปร่งใสของผลลัพธ์ หากมีการเผยแพร่ค่าความสกปรก กลิ่น ออกซิเจนละลายน้ำ หรือดัชนีคุณภาพน้ำอย่างเป็นระบบ ประชาชนจะประเมินได้ชัดว่าผลิตภัณฑ์ช่วยได้มากน้อยเพียงใดและเหมาะกับสถานการณ์ใด นี่คือจุดเปลี่ยนจาก “การมอบของช่วยเหลือ” ไปสู่การใช้นวัตกรรมที่ตรวจสอบได้และขยายผลได้จริงในภัยพิบัติครั้งต่อไป



