วงการอวกาศไทยกำลังเข้าสู่สัปดาห์สำคัญ เมื่อสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA เตรียมจัด Thailand Space Expo 2026 ระหว่างวันที่ 28–31 ตุลาคม 2569 ที่ ICONSIAM Hall ชั้น 7 กรุงเทพฯ โดยเปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรี งานปีนี้จับตาเป็นพิเศษเพราะไม่ได้มีเพียงการนำเทคโนโลยีอวกาศมาแสดง แต่จะเปิดวงสนทนาว่าไทยจะเปลี่ยนจาก “ผู้ซื้อและผู้ใช้ข้อมูล” ไปสู่การออกแบบ ผลิต และต่อยอดธุรกิจดาวเทียมด้วยตนเองได้อย่างไร

หัวข้อเด่นในกำหนดการคือ “Beyond THEOS-3: Powering Thailand’s Space Industry Transformation” ซึ่งวางดาวเทียมสำรวจโลก THEOS-3 เป็นศูนย์กลางของการยกระดับอุตสาหกรรม รายการเสวนายังครอบคลุมธรรมาภิบาลบนดวงจันทร์ การสำรวจอวกาศ เศรษฐกิจอวกาศ และการประยุกต์ข้อมูลภูมิสารสนเทศ จึงทำให้งานนี้เชื่อมทั้งนักวิจัย หน่วยงานรัฐ ภาคธุรกิจ นักลงทุน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปเข้าด้วยกัน

THEOS-3 ไม่ใช่เพียงชื่อดาวเทียมดวงถัดไปของไทย แต่เป็นโครงการที่ตั้งใจสร้างห่วงโซ่ความสามารถภายในประเทศ ตั้งแต่การกำหนดภารกิจ ออกแบบระบบ พัฒนาชิ้นส่วน ประกอบ ทดสอบ ไปจนถึงการใช้ข้อมูลหลังขึ้นสู่วงโคจร GISTDA ระบุว่า THEOS-3 เป็นดาวเทียมสำรวจโลกขนาดเล็กสำหรับวงโคจรสัมพันธ์กับดวงอาทิตย์ โดยแนวคิดสำคัญคือให้ทีมวิศวกรและผู้ประกอบการไทยมีส่วนร่วมมากขึ้น แทนการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศทั้งหมด

หนึ่งในจุดที่น่าสนใจคือเซนเซอร์ช่วงคลื่นอินฟราเรดคลื่นสั้น หรือ SWIR ซึ่งมองเห็นคุณสมบัติบางอย่างที่ตาเปล่าและกล้องสีทั่วไปแยกได้ยาก ข้อมูลลักษณะนี้สามารถช่วยติดตามความชื้นของพืช ภาวะเครียดของแปลงเกษตร การเผาไหม้ และการเปลี่ยนแปลงของพื้นผิวโลก เมื่อนำมารวมกับข้อมูลช่วงคลื่นที่ตามองเห็นและอินฟราเรดใกล้ จะเพิ่มความละเอียดในการวิเคราะห์พื้นที่เกษตร ป่าไม้ น้ำ ภัยพิบัติ และสิ่งแวดล้อม

เหตุที่ประเด็นนี้กำลังเป็นกระแสไม่ใช่เพราะคำว่า “อวกาศ” เพียงอย่างเดียว แต่เพราะไทยต้องตอบคำถามเชิงเศรษฐกิจที่จับต้องได้ว่า เงินลงทุนด้านดาวเทียมกลับมาสู่ชีวิตประจำวันอย่างไร ตัวอย่างที่ประชาชนเห็นผลได้คือการเตือนน้ำท่วม การประเมินพื้นที่เพาะปลูก การติดตามไฟป่า การวางผังเมือง และข้อมูลสำหรับประกันภัยพิบัติ หากระบบข้อมูลผลิตได้ต่อเนื่องและหน่วยงานเข้าถึงง่าย มูลค่าของดาวเทียมจะอยู่ที่การตัดสินใจที่เร็วและแม่นขึ้น ไม่ใช่แค่ภาพถ่ายจากอวกาศที่สวยงาม

Thailand Space Expo 2026 จึงเป็นเวทีทดสอบอีกด้านหนึ่งด้วยว่าไทยมีตลาดรองรับผู้ผลิตชิ้นส่วน ซอฟต์แวร์วิเคราะห์ภาพ ระบบภาคพื้นดิน และบริการข้อมูลมากพอหรือไม่ การสร้างดาวเทียมหนึ่งดวงอาจเป็นหมุดหมายทางวิศวกรรม แต่การสร้าง “อุตสาหกรรม” ต้องมีคำสั่งซื้อ มาตรฐาน บุคลากร การรับรองคุณภาพ และโอกาสส่งออกที่ต่อเนื่อง ผู้เข้าร่วมงานควรจับตาประกาศความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชน รวมถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยและสตาร์ตอัปไทย

สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากงานมีอย่างน้อยสามเรื่อง เรื่องแรกคือกรอบเวลาและความคืบหน้าของ THEOS-3 หลังผ่านขั้นตอนออกแบบและพัฒนาระบบ เรื่องที่สองคือสัดส่วนชิ้นส่วนและองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นในไทยจริง ไม่ใช่เพียงการประกอบขั้นสุดท้าย และเรื่องที่สามคือหน่วยงานด้านเกษตร น้ำ ป่าไม้ และภัยพิบัติจะนำข้อมูลไปใช้ในบริการสาธารณะอย่างไร รวมถึงจะเปิดข้อมูลบางส่วนให้ภาคธุรกิจและนักวิจัยต่อยอดได้มากเพียงใด

สำหรับผู้สนใจ งานจัดวันที่ 28–31 ตุลาคม 2569 ณ ICONSIAM Hall ชั้น 7 และเว็บไซต์ทางการระบุว่าเข้าชมฟรี ผู้ที่ต้องการไปควรตรวจสอบตารางกิจกรรมและลงทะเบียนล่วงหน้า เพราะแต่ละวันมีหัวข้อและวิทยากรต่างกัน ไฮไลต์แท้จริงของปีนี้จึงไม่ใช่การพาไทยฝันไกลถึงดวงจันทร์เท่านั้น แต่คือการพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีอวกาศจะช่วยแก้ปัญหาบนพื้นดิน สร้างงานฝีมือสูง และทำให้ไทยมีอธิปไตยด้านข้อมูลได้มากขึ้นเพียงใด