งานก่อสร้างสาธารณูปโภคกลางเมืองพิษณุโลกกลายเป็นการเปิดหน้าประวัติศาสตร์โดยไม่ตั้งใจ หลังผู้รับเหมาขุดร่องเพื่อนำระบบไฟฟ้าและสายสื่อสารลงใต้ดินบนถนนมหาธรรมราชา แล้วพบแนวอิฐขนาดใหญ่ฝังอยู่ใต้ผิวถนน หน่วยงานท้องถิ่นจึงหยุดงานบริเวณที่พบไว้ชั่วคราว เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบก่อนตัดสินใจว่าจะเดินโครงการและรักษาโบราณสถานควบคู่กันอย่างไร
เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 นางสาวนาตยา ภูศรี ผู้อำนวยการกลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย พร้อมนายศิริชิน หาญพิทักษ์พงศ์ นายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่บริเวณถนนมหาธรรมราชาใกล้ตลาดศาลปู่ดำ การตรวจเบื้องต้นพบว่าแนวอิฐอยู่ลึกจากผิวถนนประมาณ 45 เซนติเมตร และเป็นส่วนฐานรากของกำแพงเมืองด้านทิศใต้ ส่วนบนของกำแพงไม่เหลือให้เห็นแล้ว
ไทยรัฐรายงานคำอธิบายของนักโบราณคดีว่า ฐานแนวนี้กว้างราว 6–7 เมตร ส่วนกรมประชาสัมพันธ์ระบุว่ามีอายุเชื่อว่าเกิน 500 ปี อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยืนยันในขณะนี้คือเป็นฐานกำแพงเมืองเก่า ส่วนการระบุว่าสร้างในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถยังเป็นข้อสันนิษฐานจากรูปแบบก่ออิฐและบริบททางประวัติศาสตร์ ต้องอาศัยการสำรวจและหลักฐานเพิ่มเติมก่อนสรุปยุคอย่างเด็ดขาด
## ทำไมกำแพงนี้จึงสำคัญ
พิษณุโลกเป็นเมืองยุทธศาสตร์สำคัญของหัวเมืองเหนือในสมัยอยุธยา สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเคยประทับที่เมืองนี้เป็นเวลาประมาณ 25 ปี ระหว่างศึกกับอาณาจักรล้านนา นักโบราณคดีอธิบายว่าแนวป้องกันเมืองยุคเดิมอาจเริ่มจากคันดินแบบสุโขทัย ก่อนถูกพัฒนาเป็นกำแพงอิฐให้แข็งแรงขึ้นในสมัยอยุธยา
ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา กำแพงส่วนบนถูกรื้อและพื้นที่ถูกปรับเปลี่ยนตามการพัฒนาเมือง จึงเหลือหลักฐานส่วนใหญ่ใต้ถนนและที่ดินสมัยใหม่ ปัจจุบันยังมีแนวกำแพงที่เห็นได้บริเวณวัดโพธิญาณ การพบฐานใต้ถนนมหาธรรมราชาครั้งนี้ช่วยยืนยันแนวด้านใต้ของเมืองเก่า และอาจเพิ่มข้อมูลเรื่องขนาด เทคนิคก่อสร้าง และการเปลี่ยนแปลงผังเมืองในแต่ละยุค
ความน่าสนใจอีกด้านคือการค้นพบเกิดระหว่างโครงการปรับปรุงระบบไฟฟ้าและเคเบิลใต้ดิน ซึ่งครอบคลุมถนนสำคัญหลายสายรวมระยะทางประมาณ 2.7 กิโลเมตร ข่าวท้องถิ่นรายงานว่างานดำเนินไปแล้วมากกว่า 70% และมีเป้าหมายสิ้นสุดวันที่ 23 ธันวาคม การเจอโบราณสถานจึงสร้างโจทย์จริงระหว่างความจำเป็นด้านโครงสร้างพื้นฐานกับการรักษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์
## ไม่ใช่การหยุดทั้งโครงการ
ข้อมูลที่เผยแพร่ยังไม่ใช่คำสั่งยกเลิกโครงการนำสายไฟลงดิน เทศบาลสั่งชะลอเฉพาะบริเวณที่พบแนวกำแพง เพื่อหารือกับสำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัยและสำนักงานธนารักษ์พื้นที่พิษณุโลก ซึ่งดูแลที่ดินของรัฐ เป้าหมายคือกำหนดวิธีปกป้องฐานอิฐโดยกระทบต่อสาธารณูปโภคให้น้อยที่สุด
หนึ่งในแนวคิดเบื้องต้นคือรักษาหลักฐานไว้ใต้พื้นที่เดิม พร้อมทำเครื่องหมายหรือสื่อความหมายบนผิวถนนให้ประชาชนรู้ว่าแนวกำแพงพาดผ่านตรงไหน แต่ยังไม่ใช่แบบก่อสร้างที่อนุมัติแล้ว การตัดสินใจต้องพิจารณาสภาพฐาน ความมั่นคงทางวิศวกรรม ตำแหน่งสายไฟ และข้อกำหนดคุ้มครองโบราณสถานร่วมกัน
## สิ่งที่ต้องติดตาม
ประเด็นแรกคือผลสำรวจทางโบราณคดีโดยละเอียด ทั้งขนาด ความต่อเนื่อง ชนิดอิฐ ชั้นดิน และอายุ เพราะข้อมูลเหล่านี้จะบอกได้ว่าฐานที่พบสร้างหรือซ่อมในช่วงใด ประเด็นที่สองคือรูปแบบอนุรักษ์ จะกลบกลับอย่างมีระบบ เปิดให้เห็นบางส่วน หรือทำสื่อบนผิวถนน แต่ละทางเลือกมีต้นทุนและความเสี่ยงต่างกัน
ประเด็นสุดท้ายคือกรอบเวลาของโครงการสาธารณูปโภค หากต้องปรับแนวสายหรือวิธีขุด เส้นตายเดิมอาจเปลี่ยนได้ ข่าวนี้จึงไม่ได้มีคุณค่าเพียงความตื่นเต้นว่า “พบของเก่า” แต่เป็นกรณีทดสอบว่าพิษณุโลกจะพัฒนาเมืองโดยไม่ลบหลักฐานประวัติศาสตร์ที่ยังซ่อนอยู่ใต้ถนนได้อย่างไร
แหล่งข้อมูล: [กรมประชาสัมพันธ์](https://thailand.prd.go.th/en/content/category/detail/id/52/iid/556091), [พิษณุโลกฮอตนิวส์](https://www.phitsanulokhotnews.com/2026/10/29/197912) และ [ไทยรัฐ](https://en.thairath.co.th/news/local/north/2969213)



