## พบค่าคัดกรองสูงขึ้น แต่ยังไม่ใช่ข้อสรุปว่าเกิดพิษ
กรมควบคุมโรคเปิดเผยเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ว่า การเฝ้าระวังสุขภาพประชาชนกลุ่มเสี่ยงในลุ่มแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำโขง ช่วงปี 2568–2569 พบแนวโน้มค่าสารหนูในปัสสาวะสูงขึ้นในบางพื้นที่ หน่วยงานกำลังร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขในพื้นที่สอบสวนหาปัจจัยเสี่ยงและติดตามสุขภาพระยะยาว
ข้อมูลที่ต้องสื่ออย่างระมัดระวังคือ ผลตรวจปัสสาวะที่สูงกว่าค่าอ้างอิงเป็น “สัญญาณเฝ้าระวังการสัมผัส” ไม่ใช่คำวินิจฉัยว่าทุกคนป่วยด้วยพิษสารหนู อธิบดีกรมควบคุมโรคระบุว่า เบื้องต้นยังไม่พบอาการแสดงในกลุ่มที่ตรวจพบ และยังต้องอธิบายให้ได้ว่าทำไมคนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงคล้ายกันจึงมีผลตรวจแตกต่างกัน
## ตัวเลข 94 คนมาจากไหน
Thai PBS รายงานข้อมูลการคัดกรองปี 2569 ว่า มีประชาชนในพื้นที่เป้าหมาย 7 จังหวัดเข้ารับการคัดกรองรวม 10,711 คน และมีการเก็บตัวอย่างปัสสาวะ 1,269 คน ในจำนวนนี้พบผู้มีค่าสารหนูรวมสูงกว่าค่าอ้างอิง 94 คน ครอบคลุมเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน เลย หนองคาย บึงกาฬ และนครพนม
ตัวเลขรายจังหวัดที่รายงาน ได้แก่ เชียงใหม่ 7 คน เชียงราย 31 คน แม่ฮ่องสอน 17 คน เลย 6 คน หนองคาย 17 คน บึงกาฬ 6 คน และนครพนม 10 คน รวมเป็น 94 คน อย่างไรก็ตาม “สารหนูรวม” กับ “สารหนูอนินทรีย์” ไม่ใช่ตัวเลขเดียวกัน และรายงานบางจังหวัดมีจำนวนผู้เกินค่าอ้างอิงของสารหนูอนินทรีย์น้อยกว่าจำนวนสารหนูรวม จึงไม่ควรนำเลข 94 ไปเรียกว่าเป็นจำนวนผู้ป่วยหรือจำนวนผู้ได้รับสารหนูชนิดเป็นพิษทั้งหมด
กรมควบคุมโรคกำลังสอบสวนเส้นทางการสัมผัส ทั้งน้ำ อาหาร พืช ผัก สัตว์น้ำ และปัจจัยเฉพาะบุคคล เพื่อเชื่อมผลตรวจร่างกายกับข้อมูลสิ่งแวดล้อมให้ชัดเจนขึ้น
## ทำไมเรื่องนี้ได้รับความสนใจ
ลุ่มน้ำที่อยู่ในการเฝ้าระวังพาดผ่านหลายจังหวัดและเชื่อมกับแม่น้ำข้ามพรมแดน จึงเกี่ยวข้องกับทั้งน้ำอุปโภคบริโภค เกษตรกรรม ประมง และวิถีชีวิตของชุมชนริมฝั่ง ประเด็นไม่ได้จำกัดอยู่ที่ภาคเหนือ เพราะการตรวจติดตามของสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 9 ในเดือนกันยายน 2569 พบค่าสารหนูในน้ำผิวดินแม่น้ำโขงเกินมาตรฐาน 0.010 มิลลิกรัมต่อลิตรในพื้นที่เลย หนองคาย บึงกาฬ และนครพนม แม้ค่าจะลดลงจากเดือนสิงหาคมก็ตาม
ในเชียงราย กรมอนามัยเคยย้ำเมื่อเดือนตุลาคมว่า ระบบประปาหมู่บ้านที่ตรวจ 38 ระบบและใช้น้ำบาดาลเป็นแหล่งผลิต ผ่านเกณฑ์สารหนูทั้งหมด ขณะเดียวกัน จังหวัดได้ยกระดับเฝ้าระวังน้ำแม่น้ำสายและแนะนำให้หลีกเลี่ยงการนำน้ำจากแม่น้ำมาใช้โดยตรงในกิจกรรมเสี่ยง ข้อมูลสองส่วนนี้ชี้ว่าความเสี่ยงขึ้นอยู่กับแหล่งน้ำและจุดตรวจ ไม่ควรเหมารวมว่าน้ำทุกระบบในจังหวัดไม่ปลอดภัย
## ประชาชนควรทำอย่างไรตอนนี้
กรมควบคุมโรคแนะนำให้ประชาชนในพื้นที่เฝ้าระวังงดนำน้ำจากลำน้ำที่พบการปนเปื้อนมาใช้อุปโภค และติดตามประกาศของหน่วยงานท้องถิ่นเกี่ยวกับการใช้น้ำ พืชผัก และสัตว์น้ำ หากมีอาการผิดปกติ โดยเฉพาะอาการทางผิวหนัง ควรพบแพทย์และแจ้งประวัติการสัมผัสน้ำหรืออาหารจากพื้นที่เสี่ยง สามารถสอบถามกรมควบคุมโรคได้ที่สายด่วน 1422
สิ่งที่ไม่ควรทำคือซื้อยาหรือผลิตภัณฑ์ล้างสารพิษมากินเอง หรือสรุปจากผลตรวจครั้งเดียวว่าตนป่วย การประเมินต้องอาศัยบุคลากรสาธารณสุข ประวัติการสัมผัส และผลตรวจที่เหมาะสม
## สิ่งที่ต้องติดตามต่อ
คำตอบสำคัญต่อจากนี้คือผลการสอบสวนแหล่งสัมผัส ความแตกต่างระหว่างสารหนูรวมกับสารหนูอนินทรีย์ การตรวจซ้ำในผู้ที่เกินค่าอ้างอิง และความสัมพันธ์กับผลตรวจน้ำ ตะกอน อาหาร และสัตว์น้ำในแต่ละจุด
ประชาชนยังต้องติดตามว่าหน่วยงานจะกำหนดพื้นที่ห้ามใช้น้ำหรือคำแนะนำเฉพาะกิจกรรมอย่างไร รวมถึงมาตรการจัดหาน้ำปลอดภัยและการควบคุมแหล่งกำเนิด การสื่อสารที่ดีที่สุดในเวลานี้จึงต้องทำสองอย่างพร้อมกัน คือไม่ลดทอนความเสี่ยง และไม่เปลี่ยนผลคัดกรองให้กลายเป็นคำวินิจฉัยเกินหลักฐาน



